-PaNgiE-'s profile~~ Aloha!! Welcome to Pa...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    September 22

    ~ เข้าฤดูใบไม้ร่วงอีกครั้ง ~

    วันนี้เดินไปมหาลัย เห็นใบไม้ร่วงเกลื่อนถนนเลยแฮะ อากาศก้อเริ่มกลับมาหนาวอีกครั้ง หลังจากร้อนตับแลบมานาน บรรยากาศชิวมากๆ ชอบฤดูนี้ที่สุดเรยวุ๊ย ทำไมที่ไทยไม่มีมั่งฟระ

    คิดๆดูิ วันนี้เป็นการไปมหาลัยครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆแฮะ คิดแล้วก้อใจหาย เพื่อนๆเริ่มหายไปทีละคนสองคน คราวนี้ถึงตาเราจะกลับซะที เฮ่ออออ .. เด๋วพรุ่งนี้ขนของไปฝากที่ London เพราะว่าจะไปเที่ยวส่งท้ายก่อนกลับอีกนิดนึง ช่วงนี้น้ำหนักขึ้นมาอีกรอบ หลังจากกินแหลก เผื่อตอนกลับไปจะไ่ม่มีพวกของแบบที่นี่แล้ว คิดแร้วเริ่มเครียด กลับไป ตรูก้อต้องไปกินแหลกอีกรอบเพราะมีของที่โน่นที่อยากกินอีกเพียบเลย สงสัยช่วงนี้ได้กลิ้งแทนเดินแหงๆช้าน - -"

    หลังจากกลับจากมหาลัย ก้อนั่งจัดของทั้งวัน ไมของมันเยอะได้ขนาดนี้เนี่ย ต้องจัดให้ได้กระเป๋าละ 30 โลด้วย เพราะตอนแรกยัดแหลก ยัดไปทีเกือบ 40 โล เลยต้องมานั่งจัดใหม่ เพราะว่า กลับจากเที่ยว คงไม่มีเวลามานั่งจัดแล้วอ่า แต่คราวนี้ไม่มีของทิ้งนะ มีแต่ของให้น้องๆ คราวก่อนก้อให้น้องไปเพียบเรย ตอนนี้ยังมีให้อีก เออโชคดีเจรงๆน้องปีนี้ เพราะรุ่นเราแจกของแหลก แล้วไมรุ่นที่แล้วไม่ทำงี้กะพวกเรามั่งฟระ ชริ

    เมื่อวาน เม้าส์กะนังเพื่อนตั๊ก ว่า ปีนี้พอเราจะกลับ อะไรๆมันก้อดีขึ้นวุ๊ย อากาศก้อไม่ร้อนนรกเหมือนปีที่แล้ว (แต่ฝนตกหนักก่า แป่ว) พวกก่อสร้างในเมืองก้อใกล้เสร็จแร้ว แล้วที่เจ็บใจก้อคือราคาเสื้อโค๊ท เืมื่อวานไปเห็นมาแร้วแทบกรี๊ด ไมราคาถูกนักฟระ ปีที่แล้วซื้อทีเกือบร้อย ปีนี้แค่สามสิบก้อได้มาตัวนึงแร้ว ไรเนี่ย เซ็งเรย

    ไปดีก่า ห้องยังเละอยู่เรยเนี่ย T-T

    ~ P.a.N.g.i.E ~
    September 11

    ~ โอ๊ย ของเยอะเกิ๊นนนน ~

    วันนี้จิตตกทั้งวัน จัดของแร้วก้อเครียด เฮ๊ย ไรฟระ ขนาดส่งของกลับทางเรือไป 3 กล่องใหญ่ พร้อมกับฝากคุัณเพื่อนกีฟลากกลับไปให้อีก 1 ใบใหญ่แร้ว ไมของในห้องชั้นยังเหลืออีกเยอะเลยฟระ เครียด!!

    จัดไปจัดมา ใบใหญ่ที่เหลืออยู่ 1 ใบ กลายเป็น 40 โล พร้อมกะคลอดลูกเป็นใบเล็ก cabin size อีก 2 ใบที่คุณเพื่อนกีฟกะคุณเพื่อนกิ๊ฟท์ (ชื่อเหมือนกันเรยยัย 2 คนนี้ ดีนะเขียนเป็นไทยไม่เหมือนกัน) ฝากไว้ให้หยิบกลับให้หน่อย เราเลยยัดๆของลงไปจนเต็มทั้งสองใบ แล้วก้อกะว่า ตอนตาหมูอ้วนมา เด๋วจะเอาเสื้อผ้าที่ไว้ไปเที่ยวอีกอาทิตย์กว่าๆยัดลงถุงแล้วถือไปแระกัน แล้วเด๋วค่อยจัดลงเป๋าตาหมูอีกที อืม นั่งดูของแร้วก้อคิดว่า น่าจะหมดนะเนี่ย แต่!! ไปๆมาๆดันหลือน้องตุ๊กตาอีก 2 ตัว แล้วก้อหาที่ยัดไม่ได้แล้ว โอ๊ย หรือว่า ตรูต้องซื้อกระเป๋าใบใหญ่เพิ่มอีกใบเพื่อยัดน้องตุ๊กตาเนี่ย เครียด!!

    เมื่อกี้เพื่อนตั๊กโทรมาเลยเล่าให้มันฟัง มันดันด่ากลับว่า บอกแล้ว ให้ยัดๆน้องตุ๊กตาลงกล่องที่ส่งเรือไปให้หมด ดันไม่ยัด เออก้อเจรงแหละ แต่ตอนนั้นกะว่าเหลือน้องหมูดำที่เอามาจากไทย กะ น้องหมีไว้ก้อไม่น่าเป็นไรนะ เพราะส่งตัวอื่นไปหมดแล้ว เหลือแค่ 2 ตัวไม่น่ามีปัญหา ไม่น่าเลยเรา เฮ่ออออออ

    เครียดๆๆๆๆ หรือว่า พรุ่งนี้ต้องไปซื้อเป๋าเนี่ย แล้วถ้ากลายเป็นใบใหญ่ 2 ใบ ก้อยิ่งเครียดอีกว่า ตรูจะลากไป Soho ไงฟระ Taxi มันก้อไม่ส่งถึงหน้าร้านที่จะไปฝากเป๋าด้วยเส่ะ เออ แต่ที่เครียดกว่านั้น คือ ยังไม่ได้ขอน้ำหนักเพิ่มเลย 555 ถ้าไม่ได้น้ำหนักเพิ่ม สงสัยตรูได้ทิ้งของไว้ที่ Heathrow ตอนกลับแน่นอน ของเยอะเจรงเจร๊งงงงง

    ~ P.a.N.g.i.E ~

    P.S. - เพื่อนกิ๊ฟท์ดันฝากหมอนข้างให้แบกกลับให้อีก ตอนแรกเป็นคนดี ก้อว่าจะแบกกลับให้ถ้ามีที่เหลือ แต่ตอนนี้..ฝันไปเถอะ 555

    P.S.2 - นึกภาพตัวเองขนของกลับที่สนามบินแล้วจะเป็นลม ยังกะตอนที่แบกของจากไทยมา ตอนนั้นแบกมาทั้งหมด 90 กว่าโล ยังกะจะมาตั้งรกรากที่นี่ เอาเข้าไป แต่ตอนกลับนี่สิ คิดๆดูขนสมบัติบ้าบอไรกลับฟระ คิดๆแล้วเกือบ 200 โลเลยนี่หว่า เพราะส่งกลับไปแล้วทั้งหมดเฉียด 100 โลนะนั่น แล้วที่แบกกลับเองคราวนี้ก้อมากกว่า 60 โลเห็นๆ โอ๊ย จะบ้าตาย T-T
    September 06

    ~ ส่ง Dissertation ซะที ~

    ในที่สุด วันที่ก้อได้ฤกษ์เอา Dissertation ไปส่ง เจรงๆเค้าให้ส่งได้ถึงวันที่ 7 แต่ว่า กลัววันสุดท้ายไปแย่งกันส่ง เลยต้องรีบไปแต่เนิ่นๆ เพราะต้องไปทำ Hardback binding ด้วย เด๋วว่างๆ เอารูปน้อง Disser มาให้ดูกันอีกที

    เมื่อวานด้วยความเครียดว่าน้องน้อยจะคลอดแล้ว เรยไม่กล้า print ซะที มัวแต่อ่านๆ แก้ๆนิดๆหน่อยๆไปจนดึก ถึงได้นั่ง print กันเจรงๆ แต่ไปๆมาๆปรากฎว่า printer ดันมีปัญหา ด้วยความโง่ของเรา พอเปลี่ยนหมึกปุ๊บ เห็นข้างใน printer มันเลอะๆเป็นเส้นๆ เลยนั่งเช็ดๆ ไปๆมาๆ ปรากฎ print หมึกดำไม่ออก สรุป เลยใช้วิชามาร เอากระบอกฉีดยา ที่ปกติไว้ล้างหัวพิมพ์มาสูบหมึกดำ แร้วมาป้ายๆแถวเดิม จนสุดท้่าย print ออกจนได้ เสียเวลาแก้ไปเกือบ 2 ชั่วโมง สรุป print งานเสร็จตอนตี 3 กว่าจะหลับ ตี 4 กว่า เรื่องนี้ทำใหคิดได้ว่า อย่าไปบอกใครเค้าดีก่าว่าเราจบวิดยาคอมมา เด๋วอายเค้า เหอๆ

    เด๋วพรุ่งนี้ น้องๆที่นี่ก้อจะไปเที่ยว Brighton กันแล้น เจรงๆตอนแรกเคยคิดอยากไป แต่ตอนนี้เฉยๆแล้ว เนื่องจากรุสึกเบื่อที่นี่ ดันเที่ยวอังกฤษแบบทริปยาวๆไป 3 ครั้งแร้ว คราวนี้อย่าไปเลยดีก่า อืม พูดเหมือนดูดี แต่เจรงๆหมดตรูดแร้วนั่นเอง 55 แล้วอีกอย่าง กะว่าถ้านังคุณเพื่อนตั๊กยังปั่น disser ไม่เสร็จ เด๋ววันนี้จะไปช่วยทำตารางให้ แบบว่า ถ้าเป็นเรา คงเครียดหนักแน่ๆ ไฟลนก้นขนาดนี้ เหอๆ

    ไปดีก่า ได้เวลากินไข่พะโล้ เย้ๆ

    ~ P.a.N.g.i.E ~
    August 09

    ~ นี่แหละชีวิตนักเรียน อ๊ากกกกส์ส์ส์ ~

    ก้อไม่มีไร ช่วงนี้เครียดจัดปั่นงาน ส่ง Dissertation 15,000 words วันที่ 7 เดือนหน้า แต่ว่า คุณซุปดันไม่อยู่ตั้งแต่วันที่ 23 เพราะงั้นต้องปั่นให้เสร็จก่อนวันที่ 20 ตายยยย!!! แล้วฉานจะทำทันได้ไงเนี่ย กรี๊ดดดด

    ด้วยความเครียดจัด วันๆตื่นมาเกือบเที่ยง (เพราะนอนดึก) กินซีเรียล แล้วจบกัน จากนั้นไม่กินไรอีกแล้ว นอกจากขนม ขนม แล้วก้อขนม สุดท้าย ปิ่นมาถามว่า พี่แป้ง ไม่กินข้าวแล้วเหรอ เง้อออ เป่าน้า แค่ขี้เกียจออกไปทำแค่นั้นเอง ดูแร้วเหมือนจะผอมแต่เจรงๆไม่ใช่ เพราะขนมแต่ละอย่าง high calories ทั้งนั้น เฮ่ออออ

    ที่เครียดจัดเพราะว่า คนอื่นๆใกล้เสร็จกันแล้วทั้งนั้น มีแต่ตรูปั่น Findings อยู่เอง นั่งอธิบายกราฟบ้าบอไรก้อไม่รุ Table บางอันก้ออ่านแล้วไม่รุจะอธิบายว่ายังไง อืม ที่สอบ IELTS มาตอน Writing Part 1 ได้เอามาเขียนก้อตอนนี้แระ

    สรุป เรียกได้ว่า ที่เป็นอยู่ตอนนี้ คือผลจากการเที่ยวกระจายเมื่อเดือนที่แล้วนั่นเอง คนอื่นปั่นงานกัน มียัยนี่ไปแรดทั้งเดือน เอาเข้าไป แล้วไอโป้งก้อมาบอกว่า ก้อยังดี ได้ไปเที่ยว อืม แร้วงานก้อยังไม่เสร็จเนี่ยนะ ชิๆ

    แร้ววันพฤหัสหน้าก้อต้องไปแรด London ต่ออีก เนื่องจากกิ๊ฟท์ลากไปถ่ายรูป ก้อบอกมันไปว่า ฉานเพิ่งไปตระเวณถ่ายกะคุณเพื่อนกีฟเอง แล้วต้องไปอีกเนี่ยนะ แต่เพราะมันไม่สามารถถ่ายรูปตัวเองคู่กะสถานที่สำคัญต่างๆได้ สุดท้าย เออ ตรูไปเป็นเพื่อนก้อได้ฟระ ชิ

    ไปแระ มาแอบบ่นเท่านั้นเอง เหอๆ

    ~ P.a.N.g.i.E ~

    PS. แต่ก้อยังดีที่เรื่อง Dissertation ที่ทำเป็นเรื่องที่ชอบ ตะแด๊น มันคือเกี่ยวกับ Harry Potter นั่นเอง 555 เอามาทำเป็น Disser มันซะเรย สนุกเจรงๆ

    PS2. อ่อ ลืมเล่า ตอนที่ไปเที่ยวกะคุณเพื่อนกีฟ ต้องพกหนังสือ HP ไปเที่ยวด้วย แล้วเจอปรากฎการณ์ประหลาด คนถือหนังสือ HP กันทั้งรถไฟ เออ เจ๋งเจรงๆ ตรูก้อแอบเป็น 1 ในนั้นด้วย วันๆไม่ทำไร ระหว่างเดินทางเที่ยว ก้ออ่านไปเรื่อยจนจบจนได้ หุหุ
    August 07

    ~ โอ้ว โรมมมมมม เมืองแห่งสถาปัตยกรรม ~

    555 ขึ้นชื่อมาเหมือนจะเขียนถึงโรม แต่เอาเข้าเจรงๆ คิดไม่ออกแระอะ แบบว่า ดันไปมาเป็นชาติแร้วยังไม่ได้เขียน ตอนนี้เรยลืมไปหมดแระ สรุัปเรยแระกันว่า ที่นี่ สถาปัตยกรรมอลังการงานสร้างมาก มีแทบจะทุกหัวมุมถนน สมควรแล้วที่เค้าว่ากันว่า ยุคโรมันเป็นยุคที่รุ่งเรืองมาก แหม จะไม่รุ่งเรืองได้ไง สิ่งก่อสร้างอลังการกันซะขนาดนั้น มันสร้างไปด้วย แถมยังขยายอาณานิคมไปด้วยได้ไงเนี่ย สามารถเจรงๆ นับถือเรย

    ตอนที่ไป โชคดีหาโรงแรมที่อยู่ใกล้น้ำพุเทรวี่ (Trevi Fountain หรือ
    Fontana di Trevi) สรุปตอนกลางคืนเลยได้เดินไปดูน้ำพุกันด้วย แล้วก็โยนเหรียญกันไปคนละ 1 รอบ จากนั้นพออีกวันก้อไปทัวร์กัน ได้ไปแตะๆเกือบหมดทุกที่ แต่ว่าไม่ได้เข้าไปข้างในซักกะอย่าง เพราะแต่ละที่แถวยาวมากกกกกกกกก สงสัยถ้ามาอีกคงต้องอยู่กันนานๆหน่อย ซัก 3 วันก้อคงดูได้หมดเมือง พร้อมกับเข้าไปข้างในสถานที่สำคัญๆด้วย แต่ว่า คราวนี้อดอ่าาาาา

    วันนั้นก้อไปน้ำพุเทรวี่อีกรอบ คราวนี้โยนเหรียญ 10 เซ็นต์มันซะเลย กะว่า คราวหน้าจะได้กลับมาใหม่ ปรากฎพอโยนไปปุ๊บ ดันมีคนมาตกปลาแถวนั้น ตกเหรียญ 10 ตรูไปเรย ฮือออ เหรียญเล็กจิ๋วก้อไม่มีให้โยนแล้ว สรุปแล้วฉานจะได้กลับมาที่นี่อีกมั้ยเนี่ย รุงี้หาเหรียญ 1 เซนต์โยนก้อดีหรอก .. อืม แต่พอมีคนมาตกเหรียญปุ๊บ คุณฝรั่งแถวนั้นก้อด่าเรย บอกว่า่คุณทำงี้ได้ไง บลาๆๆ จากนั้นก้อประชดไปอีกหน่อยว่า อ่อ สงสัยคุณจะมาตกปลาแถวนี้!! เยี่ยมไปเลยลุง ด่าเข้าไป เพราะนังกระเหรี่ยง 3 คนนี้ก้อโกรธเหมือนกัน แต่ไม่อยากด่า เด๋วมันฟังภาษากระเหรี่ยงไม่ออก 555

    พอไปน้ำพุเทรวี่ปุ๊บ ก้อรีบทำเวลา เพราะต้องรีบกลับกันแล้ว เรยรีบไป Spanish Steps กันต่อ อยู่ใกล้ๆที่พักเหมือนกัน โชคดีเจรงๆ เดินไปประมาณ 5 นาที ก้อถึง จากนั้นก็ถ่ายรูปกันนิดหน่อย เพราะนักท่องเที่ยวเยอะมาก สุดท้ายเรยไม่ได้เดินขึ้นบันไดกัน แถมตรงนั้นแหล่งช๊อปอลังการอีกแล้ว แต่ก้ออดอยู่ดี เพราะว่า ไม่มีเวลากันแล้ว สุดท้ายก้อรีบกลับโรงแรมแล้วขึ้นรถไปแอร์พอร์ต

    จากนั้น อย่างที่เคยเล่าไปแล้ว เครื่อง EasyJet ดัน Delay สรุป วันนั้นกลับมาถึง London ก้อตกรถโค็ช แต่ไม่กล้านั่ง Taxi กลับเพราะว่าตกคนละตั้ง 80 ปอนด์ กลับ Leicester แค่ชั่วโมงนิดๆ ไหงค่ารถมันเกือบสองหมื่นเรยฟระ สรุปเรยนอนที่ Burger King กันแทน ช่างเป็นทริปที่ทรหดกันเจรงๆวุ๊ย

    เด๋วคราวหน้าค่อยมา Upload รูปไปเที่ยวกะคุณเพื่อนกีฟละกัน เดือนที่ผ่านมาช่างเป็นเดือนเที่ยวเจรงๆ ไม่ได้ทำ Dissertation ซักกะตัว เฮ่อออ

    ~ P.a.N.g.i.E ~
    July 10

    ~ ฟลอเรนซ์ ดินแดนแห่งหอเอนปิซ่าและเอ๊าท์เล็ท ~

    หลังจากชิวๆ ที่เวนิสกันไปแล้ว คณะกระเหรี่ยง 3 คน ก้อบุกต่อไปยังฟลอเรนซ์ ขึ้นรถไฟกันตั้งแต่เที่ยงกว่าๆ ใช้เวลา 3 ชั่วโมงกว่าจะไปถึงฟลอเรนซ์ (Florence ภาษาอังกฤษ, Firenze ภาษาอิตาเลียน อ่านว่า ฟิเรนเซ่) นั่งหลับแล้วหลับอีกกว่าจะไปถึง พอไปถึงปุ๊บ ตอนแรกจะเดินไปโรงแรมกันเพราะว่า ในเวปมันบอกว่าห่างจากสถานีรถไฟ 60 เมตร เอาเข้าเจรงๆ พอไปถามที่ Information เค้าบอกว่า ต้องนั่งแท็กซี่กันไปแฮะ แต่พอไปถึงปุ๊บ อ้าว เจรงๆ ทางที่แท็กซี่ขับมาเนี่ย มันอ้อมโลกเลยนี่หว่า ถ้าเดินเจรงๆเนี่ย 10 นาทีก้อถึงแล้ว แต่ว่า สงสัยแท็กซี่มันจะมาทางนี้ไม่ได้แฮะ เลยต้องพาอ้อมไปอีกทาง อืม ส่วนที่ในเวปบอกว่า 60 เมตร นี่ ท่าทางจะตก 0 ไปตัวนึงแฮะ เจรงๆน่าจะเป็น 600 เมตรมากก่านะ

    ไปถึงโรมแรมปุ๊บ ก้อรีบเช็คอิน แล้วก้อรีบพุ่งไปเมืองปิซ่า (Pisa) กันต่อ กว่าจะถึงก้อ 1 ชั่วโมง ไปลงที่ Pisa Central จากนั้นก้อนั่งรถเมล์กันต่ออีกนิดนึง ในที่สุดก้อถึงซะที หอเอนปิซ่า” (the Leaning Tower of Pisa)แล้วก้อเพิ่งรุเนี่ยแหละว่า เจรงๆแล้ว มันไม่ใช่มีแต่หอเอนปิซ่านะ  เจรงๆมันมีตึกอย่างอื่นอีก 2 อันข้างหน้ามันอะ แต่ไม่ค่อยมีคนถ่ายรูปเลย สงสัยไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์ของโลก คนเลยไม่สนใจมัน แต่ว่าเจรงๆ มันก้อสวยเหมือนกันนะ ไอ 2 ตึกนั่นหน่ะ

    จากนั้นเราก้อระดมถ่ายรูปกันใหญ่ ทั้งกล้องดิจิตอล กล้องโลโม่ 4 แชะ แล้วก้อกล้องโพราลอยด์ แบบว่า ท้องฟ้าสวยสดใส ขนาดเกือบ 6 โมงเย็นแล้วนะเนี่ย แต่สวยมั่กๆ เลยถ่ายกันอย่างเมามันส์ พอถ่ายกันเสร็จก้อขึ้นรถเมล์กลับไปต่อรถไฟ จากนั้นถึงฟลอเรนซ์ก้อมืดซะแล้น ก้อไปกินอาหารเย็นกัน เจรงๆที่ฟลอเรนซ์ เค้าบอกว่า สเต็ก อร่อย แต่ว่า ไปมืดเกิน สเต็กที่ร้านนั้นมันก้อไม่ค่อยเหลืออะไรแล้ว แล้วพอดีเหลือบไปเห็น Ravioli เมนูนึงมันเป็น Restaurant Specialty ก้อเลยสั่งมาลองซะหน่อย อืมอร่อยเจรงๆ ด้วย หุหุ พอกินเสร็จต้องรีบกลับที่พัก เพราะว่าที่นี่มืดๆแล้วดูน่ากลัว อีกอย่างมีสวนสาธารณะเล็กๆอยู่ข้างหน้าโรงแรมด้วย เด๋วจะเจออะไรโหดๆ แต่เอาเข้าเจรงๆ ตอนเดินผ่านสวนนั่น ปรากฏเค้าตัดต้นไม้ดูโล่งๆโปร่งๆ แถมไฟยังเยอะกว่าถนนฝั่งที่เดินซะอีก แถมมีคนมานั่งจู๋จี๋กันอีกแน่ะ เออ เอาเข้าเจรงๆมันก้อไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนี่ฝร่า

    พออีกวันรีบตื่นกันแต่เช้า เพราะต้องขึ้นรถเมล์ไป The Mall รอบ 9 โมง ถ้าพลาดรอบนี้ก้อกลายเป็นรอบเกือบเที่ยงเลย พอไปถึง The Mall โห ไม่ผิดหวัง ยี่ห้อโน่นนี่ เต็มไปหมด ร้าน Gucci ใหญ่ได้ใจมาก แต่ว่าไม่ชอบยี่ห้อนี้เลยไม่สนใจมัน (เจรงๆไม่มีตังค์ คิคิ) แถมมี Fendi ซะด้วย เป็นยี่ห้อที่เคยคิดว่า รวยอย่างเดียว ซื้อไม่ได้ ต้องโง่ด้วย” 555 เพราะมันแพงเว่อร์เหลือเกิน แต่ปรากฏพอเข้าไปดูกระเป๋าตังค์ สีขาวสวยดูดี แถมไม่แพงมากด้วย จนๆอย่างเราก้อซื้อได้เหมือนกันวุ๊ย แต่สุดท้ายก้อไม่ได้ซื้อมา เพราะกลัวว่าเด๋วไป Prada Outlet แล้วจะเจออะไรถูกใจกว่า แล้วมาเสียใจทีหลังเลยไม่ซื้อดีก่า

    หลังจากนั้นก้อไป Space (Prada Outlet) กันต่อ เจรงๆตอนแรกจะนั่งรถแท็กซี่ไปกัน คนละ 20 ยูโร เพราะมันไกล แต่ว่า คุณน้าขับรถแท็กซี่ ใจดีมากๆ บอกว่า เด๋วเค้าไปส่งที่สถานีรถไฟแล้วกัน ให้นั่งรถไฟไปสถานี Montevarchi แล้วไปต่อแท็กซี่อีกนิดนึง สรุปเลยประหยัดไปได้อีกครึ่งนึง คุณน้าเค้าใจดีเจรงๆ ขนาดพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ เค้ายังพาพวกเราเดินไปซื้อตั๋วที่สถานีรถไฟแล้วเดินไปส่งที่ชานชาลาเลย แถมดูเวลาให้อีกด้วย อืม ใจดีจังเลยเนอะ

    พอไปถึงที่ Space ก้อรีบไปจิ้มเครื่องรับบัตรคิว จากนั้นก้อไปหม่ำๆกลางวันกัน พอกินกันเสร็จ ก้อเข้า Outlet กัน โดยพุ่งตรงไปส่วนรองเท้าก่อน เพราะว่า กิตติศัพท์ล่ำลือว่ารองเท้า Prada ที่นี่ถูกมั่กๆ 3,000 บาทก้อได้คู่นึงแล้ว (แบบว่า รองเท้าที่อังกฤษ ไม่มียี่ห้อ มันก้อขั้นต่ำ 2,000 3,000 บาทแล้วหล่ะ) พอไปถึง ก้อลองๆๆๆ แต่ว่า ทำไมไซต์ 36 ตรูยังหลวมเรยว้า สรุปต้อง 35 ½ แทน แต่ว่า เอาเข้าเจรงๆ สวยก้อเจรง แต่มันสูงเว่อร์กันเหลือเกิน ไอส้นแค่นิ้วครึ่งสองนิ้วนี่มันก้อใส่แล้วไม่สวย สรุปก้ออดไปตามระเบียบ

    จากนั้นก้อไปดูกระเป๋ากันต่อ แต่ที่นี่มีแต่กระเป๋า Prada แฮะ ไม่มี Miu Miu แล้วกระเป๋าแต่ละอันมันก้อใหญ่กันเหลือเกิน จะให้เอามาคลุมตัวกันหรือไง รุ่นที่เคยดูๆไว้ ก้อ ใหญ่บึ้มเหลือเกิน สรุป ก้อใช้ไม่ได้อยู่ดี คุณกิ๊ฟท์ก้อไปได้กระเป๋ามาอีกใบ ก่อนซื้อก้อมาถามว่า เป็นไง สวยเป่า ไอเราก้อบอกว่า ช้านไม่ชอบสีดำอะ เพราะว่า ยี่ห้อนี้ส่วนมากมันมีแต่สีดำคลาสสิคของมันนั่นแหละ แต่กิ๊ฟท์ดันโดนคุณตั๊กยุไป สรุปมานก้อเลยซื้อซะเรย (แต่มาใช้บัตรฉาน - -“ เพราะว่าบัตร Solo กิ๊ฟท์ไม่ได้พกมาด้วย แถมบัตร MasterCard พวกเราก้อใช้กันไม่ได้ซะด้วยสิ ก้อนัง NatWest เนี่ย ให้บัตรแล้วดันไม่บอก Pin มา ชริ)

    แต่ว่าถ้าซื้อของที่นี่ ก้อถือว่า คุ้ม มากๆ เพราะว่า แต่ละอย่างลดครึ่งราคาจาก Shop ข้างนอกทั้งนั้น อย่างกระเป๋าดินสอ ที่ข้างนอกขาย 5,000 บาท ที่นี้ก้อเหลือแค่ 2,000 (แต่ว่าไม่รุจะซื้อไปทำไม ใช้ถุงดินสองี่เง่าๆของเรา ก้อใช้ได้ ไม่เห็นเป็นไรเรยนี่หว่า) แต่ก่อนกลับก้อลังเลอยู่นานว่าจะซื้อกระเป๋าตังค์ดีมั้ย เพราะว่า ตั้งแต่ก่อนมาอังกฤษ อิช้านก้อหาซื้อเป๋าตังค์ แต่ก้อยังไม่มีใช้ จนปัจจุบันนี้ เวลาพกตังค์ก้อยัดแบ็งค์ไว้ในกระเป๋าใส่เหรียญแทน อนาจกันเจรงๆ เอิ๊กส์ แต่ว่า กระเป๋ารุ่นที่อยากได้ ดั๊นมีแต่สีส้ม ไม่มีสีน้ำตาลให้เราซื้อ จะไปซื้อรุ่นเรียบๆหรูๆ ถึงราคาจะพอๆกัน แต่ว่า ก้อช้านไม่ชอบนี่หว่า ลังเลอยู่นาน สุดท้าย ไม่ซื้อดีกว่าเฟร้ย จะให้ซื้อเพราะถูกแต่ไม่ถูกใจเนี่ย สู้ไม่ซื้อดีก่าแฮะ แต่ว่า มาคิดๆดู ถ้าเจอรุ่นถูกใจใน Shop ก้อคงซื้อไม่ลงอยู่ดี กระเป๋าตังค์บ้าไรฟระ ใบละเกือบสองหมื่น เป็นลมดีก่า

    อืม แต่ไปเจอกระเป๋าถือใบนึง เออ สวยด้วย แถมเล็กลงมาหน่อยพอพกได้ แต่พอเอามาถือเจรงๆ อ้าวมันคล้องไหล่ไม่ได้ ได้แต่คล้องแขน แถมพอพยายามคล้องไหล่ ปรากฏไอปุ่มๆมันดันมาจิ้มจั๊กก้าอีก เปิดราคามาดู โอ้ว สมกะเป็น Prada ราคาเต็มเจ็ดหมื่นกว่า คิดๆดู ถึงได้เงินเดือนเป็นแสนๆ ตรูก้อต้องคิดแล้วคิดอีกกว่าจะซื้อแน่ๆ แถมตอนนี้เงินเป็น 0 เลิกเพ้อเจ้อดีฝ่า 555

    สรุปวันนั้นเสียตังค์แค่ค่ารถ ค่ากินเท่านั้น ส่วนเอ๊าท์เล็ทที่อยากไปทั้งหลาย ไม่ได้สูบเงินช้านไปซักบาท 555 ก้อเค้าเสียดายตังค์นี่นา แง๊ววววว แต่ว่า พอกลับมาโทรหาพ่อ พ่อดันมาบอกว่า อ่าวไมไม่ซื้อมาหล่ะลูก เป๋าตังค์หน่ะ เง้อ อุตส่าห์ตัดใจ ป๊ะป๋าดันมาพูดงี้อีกนะ แต่ว่า มาคิดๆดู คราวก่อนก้อคุยกะกิ๊ฟท์ เออ บ้านพวกเรานี่ก้อแปลกเนอะ แทนที่จะเป็นแม่ ที่ใช้ของพวกนี้ กลับเป็นพ่อ ที่ใช้แฮะ แต่บ้านกิ๊ฟท์นี่สุดยอดมาก พ่อใช้รองเท้าหลุยส์เลย อืม เว่อร์เจรงๆด้วย พ่อเรามีแค่พวกกระเป๋าเองนะ

    อ่อ ขอนินทาคนไทยหน่อยนึง แบบว่า ตอนไปที่ The Mall นะ เจอไฮโซคนนึง แต่เราไม่รุจักว่าเป็นใคร แต่กิ๊ฟท์กะตั๊กบอกว่าจำได้ๆๆ เป็นพวกไฮโซนะ เดินสวนกัน แร้วไอผู้ชายที่มากะไฮโซผู้หญิงเนี่ย มองพวกเราตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วก้อขึ้นมามองหน้าอีกที แร้วก้อเดินเชิดใส่ สวนกันไป  แถมมาเจอพวกนี้ที่ Space อีก ช๊อปปิ้งกันเป็นบ้าเป็นหลัง ถือของเต็มไปหมด แถมยังมาเชิดใส่เราอีกเนอะ เออ ก้อแปลกดีแฮะ นึกๆดู เวลาเจอคนไทยที่เมืองนอกทีไรเนี่ย แทนที่จะดีใจได้เจอคนประเทศเดียวกัน มันดั๊นมาเชิดใส่กันอีก คราวก่อนที่ไป Bicester ที่ Oxford ก้อเจอคนไทยเหมือนกัน แถมยังมาอวดใส่ด้วย ถามว่า พวกน้องมากันยังไงเหรอ พอเราบอกไปว่า มารถไฟค่ะ ก้อบอกว่า อุ๊ยเหรอ แต่พี่ขับรถมา .. เอ๊า เอากันเข้าไป นั่งรถไฟมาแร้วมันผิดตรงไหนฟระ ทำไมคนไทยด้วยกันเองต้องมาดูถูกกันเองเนี่ย เบื่อเจร๊ง

    ไปดีก่า ไว้มาต่อเรื่องโรมอีกที

    ~ P.a.N.g.i.E ~

    ~ ว้าว เวนิส แร้วชั้นจะกลับมา ~

    ตามชื่อเลยคับ สวยเริ่ดมากๆ เวนิส เราเรยไปบอกป๊ะป๋าว่า นี่ๆ ไว้ไปกันนะคุณพ่อ พ่อเลยเง็ง บอกว่า ไม่เห็นจะมีไรเลยลูก เมืองเล็กๆเองนะ แต่ว่า ก้อเค้าชอบนี่นา เมืองเล็กๆ เดินวันเดียวหมด แต่ว่า ตรงริมที่ติดทะเลมันสวยยยยยยยยยมั่กๆ อะ เค้าชอบอะ คิๆ

    มาจัดอันดับที่ชอบในเวนิสกันดีกว่า ก่อนอื่นขอบอกรายละเอียดชื่อมันนิดนึง Venice ในภาษาอิตาเลียน เขียนว่า Venezia นะ ก้ออ่านตามตัวไปเลย ส่วนอันดับที่ชอบก้อมีดังนี้

    อย่างแรกที่ชอบก้อคือ วิว คับ วิวริมทะเล สวยมากๆ แถมมันมีสร้างสถาปัตยกรรมสวยเริ่ดไว้ที่เกาะอะไรซักอย่างฝั่งตรงข้ามกะ San Marco อีก (San Marco คือเกาะใหญ่ในเวนิส เจรงๆเวนิสมีเกาะเล็กเกาะน้อยเยอะมาก ถ้าจะพักในเกาะเล็กเกาะน้อย ก้อต้องนั่งเรือไป แต่ว่า เจรงๆไม่แนะนำ เพราะถึงมันจะถูกกว่าก้อเจรง แต่ว่า เสียเวลาเดินทางไปอีก แถมต้องแบกข้าวของขึ้นเรือข้ามเกาะอีก ลำบากมั่กๆ) น้ำทะเลสีฟ้าใสๆ สวยเจรงๆ แร้วยังมีสะพาน Rialto Bridge อีก ที่ต้องถ่ายจากข้างนอกมาไม่ใช่จากบนสะพานเพราะเด๋วไม่เห็นความสวยของมัน อ่อ แล้วก้อยังมี St. Mark’s Square อีก ที่จะเห็นนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด รวมทั้งฝูงนกทั้งหลายเต็มพื้นไปหมด ที่นี่เค้าจะมีขายอาหารนกให้นักท่องเที่ยวโปรยด้วย ไอกิ๊ฟท์ซื้อมา ก้อกรี๊ดไปโปรยไป เพราะว่า นกมันบินมารุมที่ตัว นักท่องเที่ยวคนอื่นๆก้อขำกันใหญ่ แถมมีกลุ่มนึง โยนอาหารนกมาที่นังคุณกิฟท์ด้วย มันเรยกรี๊ดใหญ่เรย เหอๆ  อืม แล้วอีกอย่างที่รวมอยู่ในอันดับแรกที่ชอบก้อคือ พวกตรอกซอกซอยทั้งหลายในเวนิสเนี่ย มันเล็กๆ แต่ว่า มันดูอบอุ่นดีจัง บางซอยนึกว่าทางตัน ที่ไหนได้ เดินไปทะลุโน่นนี่กันไปหมด แต่บางซอยคิดว่าเดินได้ อ่าวตันซะงั้น 555 แต่ไอแผนที่ ที่ tourist information ให้เนี่ยสุดยอด ละเอียดทุกซอกซอยเจรงๆ ตอนแรกดูแผนที่นึกว่าแต่ละที่ต้องเดินกันตับแลบ ที่ไหนได้ เดินนิดเดียวก้อถึงแล้ว เพราะแผนที่บอกซะละเอียดยิบเลยแหละ

    อันดับสองที่ชอบ ก้อคือ ผู้คนอิตาเลี่ยนทั้งหลาย นิสัยดีกันทั้งนั้น ถึงหน้าตาจะดูโหดๆกันไปบ้าง แต่ว่า พอได้พูดคุยกัน เออเค้าขำกันดีเนอะ แล้วสงสัยจะไม่ค่อยเห็นนักท่องเที่ยวชาวเอเชี่ยนกันหรือไง ถามกันอยู่ได้ว่ามาจากประเทศไหน แต่ที่ถูกใจเจรงๆ คงเป็นคุณลุงที่ Reception ที่โรงแรม แบบว่า เค้าฮาเจรงๆ เป็นคุณลุงเค้านิสัยดี สอนภาษาอิตาเลี่ยนให้ตั้งหลายคำ แถมยังบอกอีกว่า เราดูเด็กสุดในทริป เหมือนอายุ 18 555 ถูกใจเจรงๆลุง เจรงๆเค้าแก่สุดในทริปตะหาก แถมยังอายุมากกว่าที่ลุงบอกเกือบสิบปีแร้วนะเนี่ย เอิ๊กๆ สุดท้ายเลยต้องขอถ่ายรูปกะคุณลุงมาซะหน่อย แร้วก้อถ่ายกะคุณป้าด้วย แบบว่า ขำกันมั่กๆ เออแต่เตือนไว้ก่อนว่าที่พักที่นี่แพงนรกมาก อาจเพราะมันเป็นเกาะมั้ง คนนิยมไปพักผ่อน ราคาเรยสูง ตกคนละ 50 กว่าปอนด์ สรุปคืนนั้นพักกันห้องละหมื่นกว่าบาท โอ้ว พระเจ้า ยังกะห้องสูทเมืองไทย แต่ว่า ที่พักที่นี่ดีมาก เจรงๆดีหมดทุกที่เรยที่พักที่อิตาลีเนี่ย เพราะว่าทุกที่เค้ามีอ่างล้างก้นให้ด้วย 55 แบบว่า ที่ปารีส ไม่มีให้ แต่ที่นี่เค้ามีให้ด้วยนะ แถมมีเชือกให้คนแก่ดึงตอนเกิดอะไรร้ายแรงในอ่างอาบน้ำด้วย ดีเจรงๆ

    อันดับสามที่ชอบ ก้อคือ อืม คิดหนัก ว่าจะเป็นเรือกอนโดลา (ภาษาที่นี่เขียนว่า Gondole แฮะ ไม่ใช่ Gondola) หรือว่า อาหารอิตาเลี่ยนดีว้า สรุปให้คะแนนเท่ากันทั้งคู่แระกัน เล่าเรื่องกอนโดลาก่อน แบบว่า การล่องเรือกอนโดลาเนี่ย มันได้บรรยากาศโรแมนติกเจรงๆ ส่วนมากเค้ามาล่องเป็นคู่ๆแฮะ แถมมีบางลำ สงสัยจะแพงหูฉี่ มีอาหารเสิร์ฟพร้อมไวน์ แล้วยังมีคนมาเล่นดนตรีคนนึง ร้องเพลง อีกคนนึงด้วยนะเนี่ย อลังการเกินไปแล้ว ขนาดเรือที่พวกเราขึ้นแบบปกติเนี่ย ราคาตั้ง 150 ยูโรแน่ะ ก้อตกคนละ 50 ยูโร แพงเกิ๊น แต่มาทั้งที ก้อต้องนั่งเส่ะเนอะ .. อืม ต่อๆ ท่าทางลำที่บอกว่า อลังการสงสัยจะราคาหลายร้อยอยู่ แต่ก้อดี เรือเราลอยอยู่ข้างๆ เรยได้ผลบุญฟังเพลงอลังการคนร้องเสียงยังกะโอเปร่า ไปด้วยเรย โชคดีไป แต่ว่า ล่องเรือนี่ ล่องแค่ประมาณ 45 – 60 นาทีเองนะ แป๊บเดียวเอง แต่ก้อชิวๆดีอะ ถ้าล่องก้อต้องล่องเย็นๆ เพราะว่าที่นี่แดดแรงมากกกกก อาจจะเพราะไปช่วงหน้าร้อนด้วยแหละ แดดตั้ง 26 องศาแน่ะ มาจากปารีส แค่ประมาณ 19 – 20 องศาเองนะนั่น เสื้อผ้าที่จัดไปเรยประหลาดๆเรย แบบว่า อยู่ปารีสตอนแรกจัดแต่กระโปรงสั้น กางเกงสั้น พอมันหนาว เรยต้องเปลี่ยนแผน เอาเสื้อที่เอาไปสำรองมาใส่แทนที่ปารีส เหอๆ

    เอ๊ย ต่อๆ ไหงวนไปที่ปารีสได้หว่า ส่วนอันดับ 3 อันที่ 2 ก้อคืออาหารอิตาเลี่ยน เจรงๆ ก้อชอบอาหารทุกที่ที่อิตาลีแหละ แบบว่า ชอบอาหารอิตาเลี่ยนเป็นทุนเดิมอยู่แร้ว แถมมาที่เวนิสนี่ก้อกินหมึกดำด้วย ฟันดำปี๋เรย ถ่ายรูปมาด้วย น่าเกลียดเจรงๆ อ๋อ แต่ที่ห้ามพลาดเลยก้อ คือ ไอติม นั่นเอง ตอนแรกก้อไม่รุหรอกว่าอร่อยมาก แต่ว่า พอมาถึงที่นี่ก้อโทรหาป๊ะป๋า บอกว่า มาถึงเวนิสแร้วนะคุณพ่อ โง้นงี้ๆ ป๊ะป๋าเรยบอกว่า อย่าลืมไปกินไอติมนะลูก ไม่ใช่แค่อร่อยนะ โคตรอร่อยเรยตะหาก 555 สรุปเลยต้องเชื่อคำป๊ะป๋า ลองกินไอติมซะเรย ก่อนกิน ก้อไปกินของคาวกันก่อน แร้วไอติมก้ออยู่ตรงข้ามกะร้านเรย ตอนแรกกลัวกินเสร็จแร้วร้านไอติมปิด เลยส่งตั๊กออกไปถามว่าร้านไอติมปิดกี่โมง สรุปปิด 5ทุ่มครึ่ง โอ้วแม่เจ้า มันเปิดกันดึกเจรงๆ คงเพราะที่นี่มืดช้าด้วยแหละ เลยปิดดึก สรุป พอกินพวกพิชซ่า สปาเกตตี้ ลาซานย่า โน่นนี่กันเสร็จ ก้อออกมากินไอติมกัน โห อร่อยเจรงๆ Thorntons ที่นี่ชิดซ้ายไปเลยแฮะ ถูกด้วย 2 ลูก 2 ยูโร ไม่เหมือนที่นี่ 2 ลูก 1.8 ปอนด์ แถมที่เวนิสยังลูกใหญ่บึ้มกว่าเยอะเรย ชอบเจรงๆๆ

    นี่แหละ Venezia อยากเห็นความงามของมัน ก้อไปดูรูปกันได้ ใครมีโอกาสก้ออย่าลืมไปเที่ยวที่นี่นะ หุหุ มาแอบโฆษณาให้ซะงั้น

    ~ P.a.N.g.i.E ~

    Ps. – ไอติมภาษาอิตาเลี่ยน เรียกว่า Gelato นะ

        Ciao = Hello อ่านว่า เชา
        
    Arrivederci = Bye อ่านว่า อาริเวเดอชี่ เน้นเสียงตรงคำว่า เดอ แล้วลากเสียงยาวๆ เป็น เด้อ แทน แต่ปกติ คนที่นี่ไม่นิยมพูดคำนี้แฮะ กลับพูดคำว่า Ciao แทน ทั้ง สวัสดี ทั้ง ลาก่อน เลยอะ
       
    Grazie = Thank you อ่านว่า กราซิเอ
        
    Molto Carino = คุณหล่อจัง อ่านว่า มอลโต คาริโนะ
       
    Molto Carina = คุณสวยจัง อ่านว่า มอลโต คารินะ แบบว่า ไอ 2 ประโยคหลังนี่ ท่องกะคุณตั๊กอยู่นาน แต่ที่ไหนได้ ไม่ค่อยได้ใช้เรยแฮะ เพราะที่นี่มีแต่คนหน้าเถื่อนๆอ่ะ เหอๆ สรุปเรยได้ใช้แค่ชมคุณลุงคุณป้าที่ Reception โรงแรมอย่างเดียวเรย เอิ๊กส์

    July 08

    ~ โอ้ววว นี่หรือปารีส (ตอนที่ 2) ~

    ต่อๆ แบบว่า เกือบลืมเล่า ขอด่าผู้คนที่นั่นอีกหน่อย ตอนที่ไปดิสนีรีสอร์ทเนี่ย ก่อนเข้าก้อไม่มีแถวเรย มีแต่คนมุงกันอยู่หน้าประตูทางเข้า พอไปต่อแถวที่เครื่องเล่นต่างๆ อยู่ๆก้อมีคนเดินมาแย่งเข้าแถวที่เราต่อข้างหน้าซะงั้น ขนาดเด็ก 2 – 3 ขวบ มันยังมาเดินแซงหน้าเราเรย เอาเข้าไป เนี่ยนะ ไม่รุจักสอนมารยาทให้ตั้งแต่เด็ก มันเลยโตขึ้นมาแย่เลยนะเนี่ย สุดท้ายหลังจากได้รับบทเรียนมาแล้ว เราและคุณกิ๊ฟท์กับคุณตั๊ก เลยยืนเป็นเส้นขนานมันซะเลย แถมกางขาอีกตะหาก เอาให้มันไม่สามารถมาแซงได้เลยแระกัน เหอๆ โกรธเจรงๆนะเนี่ย พวกไร้มารยาทพวกนี้เนี่ย

    ส่วนนึงที่โมโหไอพวกนี้ สงสัยเพราะที่อังกฤษคนเค้ามีมารยาท ทุกอย่างต้องเข้าแถวกันหมดมั้ง เรยได้ซึมซับมารยาทผู้ดีมามั่ง เห็นนังคุณนุก ที่กลับไทยไปแร้ว บ่นว่า พอกลับไทย ต้องปรับตัวกับมารยาทแย่ๆของคนไทยอยู่ซักระยะ อืม สงสัยจะเจรง เหมือนที่ปันบอกว่า อาจจะเพราะมาจากไทย ไม่ได้ผ่านอังกฤษก่อน ก้อเลยไม่รุสึกแย่เหมือนเราละมั้ง เหอๆ

    อ่อ แล้วอีกอย่างที่แย่ก้อคือ เมโทร ที่นั่น นั่นเอง แบบว่า เออ พวกช้านนะไม่อยากเดินมาก ก้อเลยนั่งเมโทรกัน แต่ไหง ไอเมโทรนี่จากทางเข้ากว่าจะเดินไปถึงรถไฟเนี่ย มันไกลแสนไกลได้ขนาดนี้เนี่ย เจรงๆแล้ว มันระยะทางพอๆกะเดินไปที่เที่ยวนั้นๆหรือเปล่าฟระเนี่ย เดินจนน่องปูดเลยนะ ขาแข็งโป๊ก แถมส้นเท้าแตกน่าเกลียดอีก กลับมาต้องขัดกันแทบตาย โกดมันอีกแร้วนังปารีส เชอะ

    อีกอย่าง คือ คนเดินข้ามถนนไม่ดูสัญญาณไฟกันเลย น่ากลัวเจรงๆ ประมาณว่า พอถนนมันดูโล่งๆ คนก้อเดินข้ามกันทั้งๆที่ไฟคนเดิน ยังเป็นสีแดงอยู่เลย ประหลาดมากมาย ท่าทางคนที่นี่จะไม่มีระเบียบอย่างรุนแรงเจรงๆด้วยนะเนี่ย แถมเวลาพาคุณสุนัขมาเดินเที่ยว มันอึ๊เละเทะ ไหงเจ้าของไม่เก็บกันฟระ เวลาเดินเลยต้องระวังบอมบ์กัน แถมอีกอย่างก้อคือ คนสูบบุหรี่กันเยอะมาก เป่าหัวพวกตรูอยู่ได้ เหม็นเฟร้ยยยยย

    อ๋อ แล้วที่โมโหอีกอันนอกจากนั้นก้อคือ นังคุณๆพนักงานที่ Security Check ตอนขาออกจากปารีสไปเวนิส เนี่ยสิ ดันวางกระเป๋ามัลเบอร์รี่ของช้านบนสายพาน แร้วสายพานมันเปียกน้ำ กรี๊ดต่อหน้ามันเรยคับ กรี๊สมันเข้าไป มาทำกระเป๋าชั้นเปียกน้ำได้ยังไง มันแพ้น้ำอย่างแรงด้วย สุดท้าย ทั้งก้นกระเป๋าเป็นด่างๆดวงๆทั้งก้น น่าเกลียดมากๆ ถึงแห้งแล้วมันก้อยังเป็นด่างๆน่าเกลียดอยู่ เห็นแร้วน้ำตาแทบร่วง ดีนะเนี่ยไม่เป็นที่หน้า หรือว่า หลังกระเป๋าไม่งั้นกรี๊ดให้มันเอาตังค์ค่ากระเป๋ามาเลย เชอะ โกดขั้นรุนแรง ถึงตอนนี้นั่งดูก้นกระเป๋าก้อยังโกดอยู่ ขนาดชั้นถือๆที่ปารีสชั้นยังพกถุงพลาสติกไว้เลย เผื่อฝนตกก้อเอาเป๋าใส่ถุงซะ ถนุถนอมสุดชีวิต มาทำร้ายกระเป๋าชั้นได้ เชอะ เกลียดมันไอคนปารีส ฮึ่ม

    แต่จากข้อเสียทั้งหลายแหล่ ก้อมีข้อดีอยู่ 2 ข้อฟระ ข้อแรกก้อคือ หนุ่มหล่อ!!! นั่นเอง 555 หล่อแบบว่า ไม่รุพันธุกรรมมันดีกันหรือไง ไมมันหล่อกันทั้งถนนแบบนี้ฟระ หล่อกันทั้งบ้านทั้งเมือง เท่ส์ระเบิดเทิดเทิงกันไปเลย ตรูกับคุณเพื่อนตั๊กก้อตาแทบลาย ดูหนุ่มหล่อกันแทบไม่ทัน ไอคุณตั๊กก้อสะกิดๆจนแขนตรูจะช้ำเป็นสีม่วงอยู่แร้ว ดีนะไอคุณกิ๊ฟท์ไม่บ้าฝรั่งไปอีกคน (มานบ้าญี่ปุ่น) เราเรยไม่ต้องแขนม่วงทั้ง 2 ข้าง

    ข้อดีข้อ 2 ก้อคือการ shopping นั่นเอง แบบว่า Longchamp (เง็งแฮะ ว่าทำไมมันอ่านว่า ลองชอม ไมไม่อ่าน ลองชอง เหมือนชองเซลิเซ่ หว่า) มันถูกเจรงๆนิ ถูกกว่าที่ไทยเยอะเรย แต่ว่า ก้อถูกกว่าที่อังกฤษไม่เท่าไหร่นะ แต่ก้อยังดี ถูกอยู่ดี สรุปเรยต้องซื้อมาให้ที่บ้านซะหน่อย หุหุ อ่อ แต่ว่า ถ้าจะซื้อต้องดูให้ดีๆ ว่ามัน made in France รึเปล่า บางทีซวยได้ Made in China ซะงั้น แต่คนผลิตมันก้อฉลาดนะ ถ้า Made in China มันก้อไม่พิมพ์บอกไว้ข้างหลัง ใครไม่รุก้อซื้อไป ต้องดูให้ดีๆก่อน ยิ่งถ้าที่ Benlux (Duty Free ข้างๆ Louvre อ่านว่า ลูฟวร์) เนี่ย มัน made in China ทั้งนั้นเลย แต่ถูกกว่า ข้างนอกเยอะมากๆ ปกติไซต์กลาง 58 ยูโรที่ร้านนี้ขายแค่ 40 เอง แต่ว่า มันดันไม่ทำที่ฝรั่งเศสเนี่ยสิ แร้วใครจาซื้อฟระ

    นี่แหละ Paris in brief สรุปก้อคือ ยังไงก้อคงไม่กลับไปอีกแร้วหล่ะ เหอๆ แต่ว่า ถ้าจะไปฝรั่งเศสอีกก้อคงไป นีซ แล้วก้อไป โมนาโค ที่มันอยู่ในฝรั่งเศสเท่านั้นแหละ แบบว่า มันสวยอะ เรยอยากไป แร้วอีกอย่างคนทางใต้กะทางเหนือของฝรั่งเศสเค้านิสัยดีด้วย ไม่เหมือนคนในปารีสอะ ที่ชาตินี้ นังกระเหรี่ยง 3 ตัวนี้คงไม่กลับไปเหยียบแผ่นดินมันอีกแร้ว ชริ

    ~ P.a.N.g.i.E ~


    Ps. ช่วงนี้อารมณ์เซ็งปารีสยังอยู่ เวลาด่าใคร ก้อเลยด่ามันว่า ไอคนปาริเซียน เหอๆ จำไว้ใช้ได้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์
    Ps.2 เพิ่งรุมาว่ามารี่ เพื่อนจากฝรั่งเศส เค้าก้อบอกว่า เค้าไม่ชอบปารีสเหมือนกัน เหอๆ

    July 07

    ~ โอ้ววว นี่หรือปารีส (ตอนที่ 1) ~

    เอาล่ะวันนี้ขอมาเล่าเรื่องปารีสให้ฟังกันบ้าง หลังจากได้นอนพักกันเต็มอิ่ม (แหะๆ dissertation ก้อยังไม่ได้แตะ เพราะคุณเวปมาสเตอร์ในเวปยังไม่ยอมเอา questionnaire ของอิช้านลงเวปให้ กำหนดการต่างๆเลยต้องเลื่อนออกไปซะงั้น แถมคุณเพื่อนกีฟจะมาหาตอนปลายเดือนอีก 10 วัน แร้วตรูจะทำทันมั้ยเนี่ย ฮืออออ)

    ไปปารีสมาสามวันเต็มๆ (อ่านว่า พา-รีส นะ มะช่าย แพ-รีส แบบว่า เน้นสำเนียงอังกฤษมะช่ายเมกัน แต่ถ้าสำเนียงฝรั่งเศส รุสึกจะเป็น พา-รี มั้ง ใช่เป่าหว่าปัน ช่วยบอกด้วย) อืม ต่อๆ ไปอยู่มาสามวัน ปรากฏ แค่วันแรก ก้อไม่ชอบใจอย่างแรง อยากจะกรี๊ด ทำไมคนที่โน่นมันเถื่อนถ่อยได้ใจขนาดนี้เนี่ย ยืนอยู่ที่เมโทร (ก้อคือหรือ Underground นั่นเอง) คนก้อไม่ยอมต่อแถวกัน ขนาดเรายืนอยู่ข้างหน้าสุด มันยังเดินมาแย่งเข้าไปก่อนเลย แถมที่แย่กว่านั้นคือคนมันดันไม่ยอมให้คนข้างในออกมาก่อนอะเส่ะ แย่งกันเข้าไปก่อนที่คนข้างในจะออกอีก เอาเข้าไป แย่เจรงๆ ไม่ชอบใจอย่างแรง Tube

    บางทีต่อแถวอยู่ดีๆ อ่าว ไอคนพวกนี้มันมาจากไหนเนี่ย เดินมาแซงซะงั้น หน้าหนากันเจรงๆ ไม่ว่าจะอยู่ในแถวซื้อของ หรือว่า แถวที่ดิสนีย์รีสอร์ท มันก้อมาแย่งกันหมด ต้องจ้องหน้ามันแร้วพูดด่ามันเข้าไปเรย แต่มันก้อไม่สนใจ เราเรยต้องหันมาด่าเป็นภาษาไทยกันเองแทน 55 แบบว่า ไม่กล้าด่าเป็นภาษาฝรั่งเศสเพราะตอนนั้นก้อรุจักแค่คำว่า เลอเชียง ที่แปลว่า หมา แค่นั้นเอง แต่ไม่กล้าด่า กลัวมันหันมาต่อยเข้าอะเส่ะ

    สรุปรวมเรยดีกว่า เพราะจำไม่ค่อยได้ว่าแต่ละวันไปไหนมามั่ง ตอนนี้ก้อยังไม่ได้รูปจากกล้องคุณกิ๊ฟท์เรย มีแต่รูปในกล้องตัวเองที่ถ่ายมาแค่ไม่กี่วัน เลยจำไม่ได้ว่าไปไหนมามั่ง แต่ว่า สรุปรวม คือ นอกจากคนจะเถื่อนถ่อยไร้มารยาทผู้ดีแร้ว พวกสถาปัตยกรรมต่างๆ ก้อแค่สร้างให้ใหญ่ๆเข้าว่า แต่ว่า ไม่ได้อลังการอย่างที่คิด มันก้อแค่ใหญ่ๆมาข่ม แต่ว่า ไม่ได้สวยงามตระการตาซักกะอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหอไอเฟล (Eiffel Tower) ประตูชัย (Arc de Triomphe อ่านว่า อาร์ เดอ ตรีอองฟ์) หรือว่า นอตเตรอดรัม คือมันแค่สร้างให้ใหญ่ๆเข้าไว้ แต่ไม่มีอะไรเลยซักกะอย่าง คิดแล้วว่า ถึงตอนที่ไปอยู่ท้องฟ้าจะสดใสก้อตาม มันก็คงไม่ทำให้ดูอลังการขึ้นมาได้หรอกนะ (เพราะตอนที่ไปอากาศขมุกขมัว มีแดดออกบ้างเป็นระยะ แต่ว่า ก้อไม่ตลอดทั้งวันอยู่ดีอะ)

    อ่อ แต่ว่า ที่สวยยกนิ้วให้เจรงๆ ก้อคงจะเป็น โอเปร่านั่นเอง สวยเริ่ดมากๆๆๆ เล็กๆ แต่สวยสุดๆไปเรย เอาเป็นว่า อย่างน้อยก้อยังมีที่นี่ที่สวยแหละฟระ ส่วนอันดับสองที่ชอบ ก้อคือ ดิสนีย์รีสอร์ท สนุกมากๆ รถไฟมันสะใจเจรงๆ คุณตั๊กที่ไปด้วย บอกว่า เกิดมาช้านไม่เคยขึ้นรถไฟเหาะตีลังกามาก่อน มาทริปนี้แหละ เจอนังเพื่อน 2 คนบังคับขู่เข็ญให้ขึ้นไป 3 อัน มันกรี๊ดซะเสียงแหบเลย เหอๆ มันส์ได้ใจเจรงๆ แถมตอนกลับก็ซื้อไอภาพตอนเล่นมาด้วย หน้าตาน่าเกลียดได้ใจมากๆ ซื้อมาเสร็จก้อคิด เออแล้วตรูจะเอาไปให้ใครดูได้ฟระ มันน่าเกลียดขนาดนี้ ขนาดเก็บภาพปิดใส่ถุงกลับมาแร้ว นังคุณเพื่อนตั๊กมันยังนึกภาพออกแร้วนั่งขำอยู่คนเดียวเรย เออ ตรูหน้าตลกแร้วมันเป็นไงฟระ เชอะๆ แต่ไอดิสนีย์ตัวดีเนี่ยแหละ ที่สูบเงินตรูไปเพียบ ตั้งแต่ค่าเข้า ยูโร ค่ารถไฟไปอีก 25 ยูโร แร้วยังโดนมันสูบเงินซื้อพวกตุ๊กตาทั้งหลายแหล่ แร้วยังของโน่นนี่อีกเพียบ เฮ่อ ไม่น่าแพ้ของน่ารักๆเรย รุงี้ไม่เดินเข้าร้านมันหรอก ชริ 46

    มาจัดอันดับต่อ อันดับสามที่ชอบก้อคือถนนชองเซลิเซ่ (Champ-Elysees) นั่นเอง เจรงๆก้อไม่ได้ชอบมากมายเท่าไหร่หรอก เพราะตอนแรกดันจินตนาการไว้อลังการกว่านี้ แต่พอไปถึงเจรงๆ ก้อเป็นถนนใหญ่ๆ (อีกแล้ว) ทางเดินกว้างๆ ร้านต่างๆ ที่ถนนตรงนั้นก้อไม่ใช่ยี่ห้ออลังการไปซะหมด ก้อยังมียี่ห้อเบๆอยู่บ้าง แต่เจรงๆก้อมีซอยอีกด้านนึงที่เป็นยี่ห้อที่ซื้อไม่ได้เลยซักอย่าง เหอๆ สรุป ไปก้อได้แค่เดินๆดู แร้วก็ซื้อของนิดหน่อย พวกครีมโน่นนี่นั่นทั้งหลาย อ่อ แร้วก้อมีร้าน LV ใหญ่บะเริ่มเทิ่มอยู่ด้วยตรงกลางๆถนน ทั้งตึกหลายบล็อกก้อเป็นร้านมันหมดเลย ใหญ่อลังการเจรงๆ คุณกิ๊ฟท์เลยไปได้กระเป๋าตังค์มาอีกใบ แต่เนื่องจากเป็นยี่ห้อที่คนไทยใช้กันเกร่อแร้ว เราเรยไม่สนใจมัน (เจรงๆคือไม่มีกะตังค์นั่นเอง 555) ส่วนราคา เช็ครุ่นยอดฮิตติดอันดับ Speedy 30 มา ราคาถูกกว่าที่ลอนดอนแค่ พันเจ็ดร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง ส่วนที่อังกฤษก้อถูกกว่าที่ไทยแค่ประมาณสามพันบาทได้ สรุป ถึงจะเป็นถิ่นต้นกำเนิดของมันแร้ว ราคาก้อถูกจากอังกฤษแค่ไม่เท่าไหร่เองแฮะ .. สรุปการเดินถนนชองเซลิเซ่ของเรา เอามาเปรียบเทียบกะ Oxford Street and Bond Street แร้ว เดิน 2 ที่นี้ดีก่าอีกอะ

    ตอนที่ไปถนนชองเซลิเซ่ เนี่ย ก้อกะไปกินหอยที่ร้าน Leon ที่ปิ่นบอกมาว่าอร่อย แต่พอไปถึงปุ๊บ อ้าว มาจาก Brussels นี่หว่า ก้อว่าอยู่ว่า หอยเป็นหม้อๆนี่มันอาหารของเบลเยี่ยมนี่หว่า สุดท้าย เออ มันเป็นของที่นั่นเจรงๆด้วย ฉานเคยกินมาแร้วนี่นา สุดท้าย เรยไม่กินกัน ไปกินแม็คแทน 55 ประหยัดตังค์กันได้ดีเจรงๆ ถูกก่าที่ปันบอกอีกนะ ว่าถ้าจาประหยัดให้ไปกินขนมปังฝรั่งเศส แค่ 5 ยูโร แต่เรากินกันแค่คนละ 4 ยูโรเองมื้อนี้ หุหุ

    ชักจะยาว ขอต่อตอน 2 blog ถัดไปแระกันนะ

    ~ P.a.N.g.i.E ~

    July 06

    ~ เมื่อคืนก่อนกลายเป็น The Terminal ซะงั้น ~

    ทริปนี้ช่างเป็นทริปทรหดไปซะได้ ตั้งแต่ทำวีซ่าไปจนกระทั่งกลับมาถึงอังกฤษ เอามันเข้าไป ตรูหล่ะเหนื่อยเจรงๆ

    ขอเล่าเรื่องที่กลายเป็น The Terminal ก่อนละกันคราวนี้ จำกันได้อ๊ะเป่าหนังที่ Tom Hanks แสดงเป็นคนที่ต้องอาศัยอยู่ในสนามบิน คราวนี้พวกเราก้อต้องกลายเป็น Tom Hanks กันซะงั้น .. เรื่องก้อมีอยู่ว่า ไอ EasyJet มันดันทำพิษ เครื่องที่ออกจาก Rome เวลา 20:55 มันดัน delay กลายเป็นเครื่องออกเกือบ 4 ทุ่ม แล้วเดิมตามกำหนดการมันต้องถึงที่ Gatwick Airport ที่อังกฤษตอน 22:30 แล้วพวกเราต้องขึ้น Coach กลับกันตอน 23:30 เนื่องจากดูแล้วรถไฟมันไม่มีรอบดึกขนาดนั้นกลับเรยต้องนั่งโค๊ทแทน กะว่าเหลือเวลาเดินมาขึ้นโค๊ทซักชั่วโมงนึงก้อไม่น่ามีปัญหา ที่ไหนได้ ปรากฎเครื่องดัน delay อีก มาถึงสนามบิน Gatwick ตอนห้าทุ่มเกือบครึ่ง ถึงปุ๊บ เราก้อรีบเปิดโทสับโทรไปหา NationalExpress แบบสาย Emergency line บอกเค้าว่า เนี่ยเพิ่งถึง เพราะเครื่องบินมัน delay เค้าช่วยโทรไปบอกให้รถมันรอหน่อยได้มั้ย แต่ว่า พอเค้ารุว่า ยังไม่ผ่านด่าน immigration เจ๊ในสายเรยบอกว่า เค้าคงช่วยอะไรไม่ได้ พวกคุณคงต้องรอรถเที่ยวถัดไป ตอน 6 โมงเช้า โอ้ววววว ตายตรู ทำไรไม่ได้เรยเจรงๆ

    สุดท้าย พอออกมาจาก immigration ได้ก้อเที่ยงคืนกว่าแล้ว สรุป ไม่ทันแน่นอน ก้อกะว่า เอองั้น Taxi ก้อแล้วกัน คงไม่แพงมาก เพราะว่าตอนขามาจาก Leicester ก้อนั่งมาที่ Luton คนละไม่ถึง 30 ปอนด์เลย คราวนี้มา Gatwick มันไกลกว่า Luton ก้อคงไม่เกินคนละ 40 ฟระ ที่ไหนได้ พอไปถามราคาแท็กซี่ ปรากฎกลายเป็น 240 ปอนด์ คนละ 80 ปอนด์ แทบจะกรี๊ด นั่งรถแค่ชั่วโมงนิดๆ ไมราคา 17,000 บาทเรยเหรอฟระ หรือว่า เพราะมันเป็นรถจาก Airport หว่าเลยราคาแพง พอคิดงี้ขึ้นมาได้ ก้อเลยลองโทรหาปิ่นให้ลองหาเบอร์แท็กซี่ในเนตให้หน่อย

    หลังจากนั้นก้อได้เบอร์ taxi มา 5 บริษัท ลองโทรไป บางสายไม่มีคนรับ บางสายรับมา แต่ว่า รถมันเต็มหมดแล้ว ไม่ว่างมารับเลย แล้วที่ฮาก้อคือ โทรไปแร้วมันดันเป็นคนที่เค้าน์เตอร์ที่เพิ่งไปถามมาเมื่อกี้ กิ๊ฟท์โทรไปพอวางสายก้อบอกว่า เสียงมันคุ้นๆ คงเป็นบริษัทที่สนามบินแหละ แต่ว่า ก้อยังไม่เข็ด โทรไปอีกเบอร์ที่ได้มา กลายเป็นว่า ก้อเป็นคนที่นั่นแหละ แล้วเค้าก้อดันจำได้อีก บอกว่า เมื่อกี้คุณเพิ่งมาถามที่เค้าน์เตอร์เองนะ เอ้าเอาเข้าไป พอลองโทรไปเบอร์อื่น ก้อไม่มีคนรับแล้ว สงสัยอาจจะเป็นเบอร์เค้าน์เตอร์นี้เหมือนกันแล้วมันขึ้นเบอร์ คนที่เค้าน์เตอร์คงจำได้ เลยไม่รับให้เสียเวลา

    สรุป หลังจากนั่งหดหู่กันอยู่ตรงทางออก หนาวก้อหนาว กลับก้อไม่ได้ สรุป เลยเดินกลับไปหาอะไรกินกันดีกว่า ตอนนั้นก้อตีหนึ่งกว่าๆ แล้ว ง่วงก้อง่วง หิวก้อหิว แต่ก้อดันงกไม่ยอมกลับแท็กซี่กัน (ก้อมันคนละเกือบหกพันเลยนี่หว่า มันเปลืองนะเฟ้ย ทริปนี้ทะลุเป้าไปเยอะมากแล้วอ่ะ) สรุป เลยกลับมาเบอร์เกอร์คิงหาไรกินกัน พอกินเสร็จ ทุกคนเลยนั่งหลับกันเลย แต่เจรงๆก้อไม่ค่อยหลับหรอกนะ เพราะนั่งพิงเสากันแล้วมันเมื่อยคออะ

    คุณลุงคุณป้าโต๊ะข้างๆก้อคงมารอไฟล์ ไม่ก้อตกรถเหมือนกัน พอหันมาเห็นอีกระเหรี่ยง 3 คน มันนั่งคอพับกัน คุณลุงคุณป้าเลยเลียนแบบมั่ง นั่งหลับกันไปด้วย พอตื่นกันมาตอนตีห้า หันไปดูข้างๆ ปรากฎมีคนมาเลียนแบบนอนข้างๆด้วยเหมือนกัน เอ้า เอากันเข้าไป แต่ว่า หลับในร้าน มันดีกว่าไปนอนข้างนอกร้านนะ เห็นคนนอนเพียบเลย แต่ว่าทางเดินมันโล่งๆ ใครเดินผ่านไปมาก้อไม่รุ น่ากลัวกว่านอนในร้านเยอะ

    พอตีห้ากว่าๆ ก้อเดินลงมาที่รถกัน ปรากฎพอขึ้นเสร็จ รถโค๊ทมันนรกมาก นั่ง 6 โมงถึงที่เลสเตอร์ตอน 9:55 แต่่ว่า ที่ซวยกว่านั้่นก้อคือ พอขึ้นรถเสร็จ ปรากฎถนนปกติมันดันปิดปรับปรุง คนขับเลยบอกว่า ต้องอ้อมไปอีกทางนึง สรุป นั่งกันก้นบานเลย มาถึงเลสเตอร์ตอนเกือบ 11 โมง โหดกันเจรงๆ ทริปนี้ .. พอกลับมาถึงอาบน้ำสระผม เก็บของ ได้นอนเจรงๆ ตอนบ่ายสอง ตื่นมาอีกที เพราะไอโป้งดันโทรมา ตอนสามทุ่มแล้วก้อหลับต่ออีกตอนเที่ยงคืนถึงสิบโมงเพราะตาอ้วนโทรมาปลุก สรุป นอนยาวเจรงๆ เพราะเพลียมากกก

    ไปแระ ไว้คราวหน้ามาเล่าเรื่องที่ปารีส (ที่ทุกคนตกลงใจกันว่า "พวกชั้นจะไม่มีวันกลับไปเหยียบที่นั่นอีก") กับ อิตาลี (ที่จะต้องกลับไปอีกแน่นอน ชัวร์!) เอ้า มันเกิดอะไรขึ้นหว่า เด๋วมาต่อคราวหน้าละกัน หุหุ

    ~ P.a.N.g.i.E ~
    June 19

    ~ วันนี้...อ้วกกกกกก ~

    อ้วกอีกแล้วคับทั่น ไม่คิดว่าอาการนี้จะกลับมาอีก ไม่ใช่เพราะว่า ทำ disser แล้วเครียดจัด แต่กลับกลายเป็นกินมากเกินอีกแล้วเหรอนี่ เฮ่ออออ

    เรื่องของเรื่องก้อคือ วันนี้หลังจากไปช๊อปปิ้งที่ Bicester เสร็จ ซึ่งก้อไม่ได้อะไรมาก แต่ว่าของที่ได้มาดันแพงซะ ก้อเอาเป็นว่า เด๋วต้องจำศีลซะแระ .. ต่อๆ เพราะเรื่องนี้ไม่ใ่ช่ประเด็นของวันนี้ แต่เป็นเรื่องหลังจากนั้น ซึ่งก้อคือ พอออกมาจาก bicester ก้อนั่งรถไฟกลับกัน แต่ไปแวะกินข้าวที่ Birmingham กันก่อน เลยตกลงใจไปกิน big wok กัน เป็นบุฟเฟ่ ก้อเลยกินซูชิ ไก่ แล้วก้อเนื้อ ทั้งหมดไปแค่ 2 จานเองนะ ก้อไม่เยอะเท่าไหร่ เพราะตักทีละไม่มาก พออิ่ม ก้อนั่งมองคนอื่นกินกันไป จากนั้นพอกินกันเสร็จก้อต่อด้วย ไอติม เสร็จแล้วก้อออกมา แล้วก้อนั่งรถไฟกลับเมืองตัวเองซะที

    พอมาถึงห้อง ก้อรุสึกแย่ๆ จากนั้นซักพัก แหวะ เรยคับ อ้วกอีกแร้ว แง๊ (เสียดายของกินหง่ะ)

    ไม่น่าเชื่อว่า อาการแบบนี้จะกลับมาอีัก เพราะเจรงๆเคยเป็นแบบนี้ 3 - 4 ครั้ง ตอนมาเรียนแรกๆ เพราะว่า ตอนนั้นมากระเพาะยังเล็กอยู่ พอกินเยอะ ก้อเลยรับไม่ไหว อ้วกซะเลย แต่ต่อมา กระเพาะขยาย กินเท่าไหร่ก้อไม่มีอาการ จนสุดท้ายมาช่วงทำ disser นี่แหละ ที่ไม่ค่อยได้กินอะไรเท่าไหร่ วันๆนึงถ้าไม่นับซีเรียลตอนเช้าก้อแทบไม่ได้กินอะไรเลย จนน้ำหนักมันลดลงมา (แต่ว่า ก้อยังหนักกว่าตอนมา 2 โลอยู่ดีอ่ะ) สรุปจะเริ่มกินมากขึ้นให้กระเพาะขยาย หรือ คงไว้แบบนี้ต่อไปดีเนี่ย เง็งตัวเอง

    อ่อออ แต่เจรงๆ อยู่นี่เคยอ้วกด้วยอาการอื่นด้วย คืออาการกินน้องแอล(กอฮอล์)นั่นเอง 555 แบบว่า แต่ก่อนไม่เคยแตะเลยเจรงๆ พอมานี่ ปกติเวลาเล่นเกมส์ก้อให้คนอื่นกินให้ แต่มีครั้งนึงหนีไม่ได้เจรงๆ กินไปปุ๊บ ไม่เมานะ แต่กลับห้องมาอ้วกๆๆๆ แต่ก้อยังมีครั้งต่อไปที่กินอีกนิดนึง อ้าวอ้วกอีกแล้ว สรุป ครั้งสุดท้ายเลยขอลองบาร์คาดี้แทนก้อได้ฟระ ก้อกลายเป็นว่า อ้วกอีกเหมือนเดิม เง็งตัวเอง ทำไมแค่บาร์คาดี้ตรูก้อยังอ้วกหว่า เรยมีคนสรุปให้ว่า เป็นโรคแพ้แอลกอฮอล์ชัวร์ .. เออ ก้อดีเหมือนกันแฮะ โรคนี้ จาได้ไว้ปฏิเสธเวลามีคนชวนกิน คอยดูคนอื่นเมาหนุกก่าเยอะเรย แถวนี้มีแต่คนเมาแล้วบ้ากันทั้งน้านนน อิอิ

    ~ P.a.N.g.i.E ~
    June 15

    ~ วันนี้ทำ...กิน ~

    ตะแด๊น ทำ "สปาเกตตี้ผัดขี้เมากุ้ง" นั่นเอง เพราะเมื่อวาน เพิ่งไปซื้อเส้นเพตตูชินี่มา แบบว่า ชอบเส้นนี้ที่สุดแระ อิอิ วันนี้เรยมาทำกันกิน 3 คน แต่แม่ครัวใหญ่ก้อคือ กิ๊ฟ นั่นเอง

    คราวนี้มีรูปมาให้ดูพร้อมขั้นตอนด้วย แบบว่า เตรียมพร้อมกันสุดๆ เพราะกะเอามาแปะไว้ในนี้ ส่วนกิ๊ฟก้อบอกจะเอาไปทำ slide แปะใน hi5 ด้วยเหมือนกัน มาดูขั้นตอนการทำกันดีก่า

    1. เอาเส้นไปต้ม คราวนี้กินกัน 3 คน เลยต้ม 4 ก้อน ตอนต้มอย่าลืมใส่เกลือด้วย เส้นจะได้ไม่ติดหม้อ

    2. ระหว่างต้ม ก้อเตรียมส่วนผสมไปเรื่อยๆ ก้อมี เห็ด, พริกหวาน, กระเพรา, พริก (คราวนี้ใส่ 4 เม็ด ไม่เผ็ดมาก), กระเทียมสับ แล้วที่ขาดไม่ได้ก้อคือ กุ้ง นั่นเอง (ทุกอย่าง ใส่ตามความอยากกิน ไม่มีปริมาณแน่นอน แต่คราวนี้ใส่กุ้งไป 12 ตัว จะได้กินคนละ 4 อิอิ)
    3. ระหว่างเตรียมของ ก้อหันไปคนเส้นในหม้อไปเรื่อยๆ รอจนกระทั่ง เส้นมันนิ่มแล้ว แต่ไม่ต้องถึงขั้นเละ เพราะเด๋วต้องเอามาผัดต่อ พอได้ที่แล้วก้อเอาเส้นออกมา ราดน้ำเย็น แล้วก้ออาจจะใส่น้ำมันเล็กน้อย เพื่อให้เส้นไม่ติดกัน
    4. จากนั้นเริ่มผัด ด้วยการ เอากระเทียมกับพริกลงไปทอดในกระทะ แล้วก้อคนไปเรื่อยๆ
    5. พอกระเทียมเริ่มเหลือง ก้อใส่ส่วนผสมทุกอย่างลงไป ผัดไปเรื่อยๆ
    ุ6. จากนั้นก้อใส่ ซ้อสหอยนางรม แล้วก้อซีอิ้วขาวลงไป แล้วก้อผัดๆๆไปจนกว่ากุ้งจะเริ่มสุก
    7. พอกุ้งเริ่มสุก ก้อรีบใส่เส้นเพตตูลงไป แล้วก้อคลุกๆๆๆ จนดูเข้ากันดีแล้ว ก้อเอาม้วนๆใส่จาน เป็นอันเสร็จ

    จบมื้อกลางวันวันนี้ เป็นเมนูที่ง่ายแล้วก้ออร่อยด้วยนะเนี่ย อิอิ

    ~ P.a.N.g.i.E ~

    ps. แต่พอกินเสร็จ ก้อต้องเริ่มมึนกับ disser อีกแล้วหรือนี่ แบบว่า ไม่ได้มึนกะมันมาหลายวันแล้ว แต่จะได้กำหนดส่งน้อง literature review แล้วอะสิ ไฟลนก้นทุกทีเลยฉาน T^T
    June 13

    ~ วิธีทำ ข้าวเหนียวสังขยา กับ ฝอยทอง ~

    เนื่องจากความเบื่ออีกแล้ว วันนี้เรยขอมาแปะวิธีทำขนมไทยๆ ที่เคยทำกินที่่นี่ สูตรนี้เอามาจากพี่บี เนื่องจากเมื่อปลายเดือนพี่บีได้อำลาพวกน้องๆทุกคนกลับไทยไปซะแระ (จบเอกซะที ฮู่เร่!!) เมื่อปลายเดือนที่แล้วเลยมีการทำข้าวมันไก่ หนมเค็ก แล้วก้อขนมไทย เลี้ยงส่งกัน เราก้อเลยขอรับหน้าที่ทำขนมไทยกับพี่บีซะเลย

    ขั้นตอนทำข้าวเหนียวสังขยา มีดังนี้จ้า

    1. แช่ข้าวเหนียวเขี้ยวงูในน้ำไว้อย่างน้อย 3 ชั่วโมง แต่จะแช่ทั้งคืนก้อไม่ว่ากัน

        จากนั้นพักข้าวเหนียวไว้ก่อน แล้วมาทำสังขยากัน

    2. นำไข่ขาว 12 ฟอง (ย้ำ! เฉพาะไข่ขาวนะ) + น้ำตาลปี๊บ 13 ช้อนโต๊ะ + กะทิ 9 ช้อนโต๊ะ มาผสมกัน แล้วใส่ถุงมือขยำๆๆๆๆๆ ไปเรื่อยๆจนกว่าจะเข้ากัน (ขั้นตอนนี้ใช้เวลานานหน่อย แล้วแต่แรงคนทำ)
    3. กรองส่วนผสมที่เข้ากันแล้ว ใส่ถ้วย
    4. นำส่วนผสมที่อยู่ในถ้วยไปนึ่งไฟแรง 30 นาที

        ขั้นตอน 2 - 4 เป็นการทำสังขยา พอทำจบขั้น 4 ก็กลับมาทำข้าวเหนียวต่อ

    5. เทน้ำที่แช่ข้าวเหนียวทิ้ง แล้วเติมน้ำลงไปใหม่ พอให้ท่วมข้าวเหนียว จากนั้นเอาเข้า microwave ประมาณ 6 - 15 นาที คอยดูๆ ให้ข้าวพอสุก ก้อเอาออก ระหว่างรอข้าวสุกก้อทำขั้นที่ 6 ไปพลางๆ

    6. เทน้ำกะทิ 1 กระป๋อง ลงในหม้อ พร้อมใส่น้ำตาลอย่างน้อย 1/2 กิโลกรัม (โอ้ว เยอะมั่กๆ) ต้มเบาๆ โดยเปิดไฟเบอร์ 3 ต้มไปเรื่อยๆ จากนั้นใส่เกลืออีก 1/2 ช้อนโต๊ะ พอน้ำตาลเริ่มละลาย ก้อรีบยกขึ้นก่อนกะทิแตกมัน

    7. กลับไปดูข้าวในไมโครเวฟ พอข้าวเริ่มสุกก้อเอาออกมาคน เอาข้าวข้างล่างขึ้นข้างบน แล้วเข้าไมโครเวฟต่อประมาณ 2 - 5 นาที ให้ข้าวแห้ง

    8. พอเอาข้าวออกจากไมโครเวฟ รีบใส่น้ำกะทิที่ทำเสร็จเรียบร้อยจากขั้นตอนที่ 6 ลงในข้าว เพราะข้าวร้อนๆ จะดูดน้ำได้ดี ใส่พอประมาณให้ข้าวไม่แฉะเกิน แล้วก็คนๆ ก้อเป็นอันเสร็จ

    ===================================================================
    จะเห็นว่่าที่ทำข้าวเหนียวสังขยา ยังมีไข่แดงที่เหลืออยู่ ก้อสามารถเอามาทำ ฝอยทองกินเล่นต่อได้ เย้ๆ

    ขั้นตอนทำ ก้อง่ายๆ มีดังนี้

    1. ตีไข่แดงให้พอเข้ากัน
    2. ต้มน้ำร้อนในหม้อ ใส่น้ำตาลเยอะๆ (เยอะัมั่กๆ อีกแล้ว) เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนกว่า จะเอาส้อมดึงขึ้นแล้วน้ำในหม้อยืดได้ 2 นิ้ว
    3. เอาไข่แดงใส่ถุงกับข้าว แล้วเอาไม้เจาะก้นถุงให้เป็นรูเยอะๆ
    4. จากนั้นก้อบีบไข่แดงในถุงลงหม้อที่เคี่ยวน้ำกับน้ำตาลไว้ เวลาบีบให้บีบเป็นวงกลมให้ทั่วหม้อ
    5. จากนั้น เอาไม้ (แบบไม้หมูิปิ้งบ้านเรา) มากวาดเส้นไข่แดงที่เริ่มแข็งตัวในหม้อ พยายามทำให้เป็นแ่ผ่นๆเหมือนร้าน แล้วก้อเอาขึ้น

    จากนั้นก้อวนขั้นตอนที่ 4 กับ 5 ไปจนกว่าไข่แดงจะหมดถุง แค่นี้ก้อเป็นอันเสร็จ

    ===================================================================

    จบแล้วคับ วิธีการทำข้าวเหนียวสังขยา กับ ฝอยทอง อร่อยเจรงๆ รับรองเรย อิอิ

    แต่ว่า เจรงๆ พี่บีบอกว่า ฝอยทอง ปกติจะทำมาจากไข่เป็ด แต่ว่า เผอิญที่นี่หาไข่เป็ดไม่ได้ ฝอยทองที่ได้ เลยออกมากลายเป็นสีเหลืองนวล ไม่เป็นสีส้มเหมือนที่ร้านเลยอ่ะ แต่ไม่เป็นไร อร่อยเหมือนกัน

    คราวนี้ก้อไม่มีรูปอีกตามเคย แต่ไม่เป็นไร ไว้คราวหน้าทำกินแร้วจะเอามาแปะไว้ให้ดู

    ~ P.a.N.g.i.E ~

    ~ วันนี้ลองทำ jacket potato ดู ~

    เมื่อกี้ ด้วยความเบื่อ ทั้งๆที่เจรงๆก้อไม่ได้หิวอะไรหรอก แต่ว่า เบื่อเกิน เรยต้องหาอะไรทำซักหน่อย สุดท้าย นึกได้ว่า อาทิตย์ที่แล้วซื้อมันฝรั่งมา กะจะลองทำ jacket potato ดู เลยโทรจิกนังคุณเพื่อนตั๊ก มาช่วยสอนทำ

    ขั้นตอนทำก้อง่ายๆเลย

    1. ล้างมันฝรั่ง แล้วหั่นครึ่งตามแนวนอน (วันนี้ทำกิน 4 คน เลยทำ 4 ลูก)

    2. เอามันฝรั่งที่หั่นแล้วเข้า microwave 10 นาที
    3. พอออกจาก microwave ก้อเอาส้อมจิ้มๆดูว่า มันไม่แข็งแล้วก้อพอ แต่ถ้ายังแข็งอยู่ก้อเอาเข้าเวฟต่อ
    4. เอาเนยทา จากนั้นก้อเอาชีทหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แปะๆลงไปที่หน้า ต่อด้วยเบคอนที่หั่นชิ้นเล็กๆ แต่เนื่องจากวันนี้ไม่มีเลยเอาแฮมไก่แปะลงไปแทน
    5. เข้าเตาอบ ไฟ 200 องศา ประมาณ 10 นาที

    เสร็จแล้ว เย้!!!! ง่ายมั่กๆ แต่ว่า วันนี้ใช้แฮมแทน มันเลยออกมาไหม้เลย เอิ๊กกกกก สุดท้ายเลยเอาแฮมมาหั่นแล้วโปะไป เผื่อจะดูดีขึ้น แต่ว่า มันก้อยังไม่สวยอยู่ดี สรุป เลยช่างมัน ไม่ถ่ายรูปดีก่า

    กะว่า เด๋วคราวหน้าต้องลองทำใหม่อีกครั้ง แล้วค่อยถ่ายรูปละกัน

    มาอยู่ที่นี่เกือบปี คิดๆดู สิ่งที่ได้ชัดๆก้อคือการทำกับข้าวนั่นเอง อิอิ แบบว่า เกิดมาแทบไม่เคยเข้าครัว อยู่คอนโดเพ่ปอนด์ก้อทำให้กิน ทั้งๆที่มันก้อเป็นผู้ชายนะนั่น แต่สุดท้ายพอมาอยู่นี่ เดือนแรก เริ่มตั้งแต่สับกระเทียม ทำโน่นทำนี่ เป็นลูกมือคนอื่นไปเรื่อยๆ สุดท้ายก้อทำได้หลายอย่าง (รึเป่าหว่า) แล้วนะเนี่ย กะว่า กลับไปเด๋วต้องไปทำกับข้าวให้ที่บ้านตกใจเล่นดีก่า หุหุ

    ~ P.a.N.g.i.E ~

    ps. วันนี้เบื่อจัด งานเริ่มไม่คืบหน้าเท่าที่ควร แต่ก้อยังดีที่เขียน Literature Review ไปได้เกินครึ่งทางแล้ว ตอนนี้เหลืออีกแค่ 1 part ใหญ่ กะอีกครึ่ง part ที่ยังเขียนไม่เสร็จ สัมผัส 4000 words ไปเป็นที่เรียบร้อย แต่ก้อกำลังเง็งๆอยู่ว่า นี่ตรูใช้ journal มา support เยอะไปเป่าฟระ ตอนนี้ 40 กว่าอันแล้ว แล้วอย่างงี้มันจะกลายเป็นว่า ใส่ความคิดตัวเองน้อยไปรึุเป่าเนี่ย เฮ่อออ น้อยไปก้อไม่ดี แต่ก้อไม่ควรมากไปอยู่ดี แล้วจะทำไงดีเนี่ยยยย จะลบทิ้งก้อเสียดาย แง๊วๆๆๆๆๆ
    June 11

    ~ วันนี้ไปหาคุณซุฟมา ~

    เมื่ีอกี้เพิ่งคุยกับคุณซุฟ(เปอร์ไวเซอร์)สุดหล่อมา เจรงๆก้อไม่ได้หล่อขนาดนั้นหรอก แต่ว่า ดันมีเคราอะดิ แบบว่าแพ้หง่ะ แหะๆ วันนี้คุณซุฟ Francios (อ่านว่า ฟรอง-ซัว เพราะว่าเป็นคนฝรั่งเศส) เช็ค Research Title กะ Research Questions ที่แก้ไปใหม่ให้ บอกว่า ผ่าน เย้!! นั่งคิดแทบตาย ในที่สุด เฮ่ออออ

    จากนั้นคุณพี่ (รึว่าน้องชั้นฟระ? แต่จบเอกแล้วเรียกพี่ไปแร้วกัน) ท่าทางจะรีบ เลยต้องรีบถามคำถามที่สงสัยทั้งหมด ท่าทางคุณพี่คงจาเง็ง ว่านังนี่ทำไมฟิตจัง แบบว่า เขียน Literature Review ไปให้ดูครึ่งนึงแระ แต่ว่าเด๋วคุณเฮียซุฟเค้าจาดูให้อีกทีหลังเขียนเสร็จแล้ว

    คุณเฮียแนะนำให้ใช้ Qualitative แต่เราก้อหัวชนฝาว่า ไม่ ชั้นจะทำ Quantitative แต่ก้อเกือบโดนเบี่ยงเบนไปเหมือนกัน เพราะเค้าบอกว่า ถ้าไม่อยากนั่ง Interview อะไรขนาดนั้น ก้อใช้ Netnography สิ เออ ฟังๆดูก้อน่าสนใจ แต่สุดท้าย ไม่เอาดีกว่า ไม่อยากมานั่งเครียดตอนนั่งตีความหมายที่ respondent แต่ละตอบทีหลังอะ อยากเครียดตอนคิด questionaire ตอนแรกมากก่า

    แล้วเค้าก้อถามเรื่อง schedule ต่างๆ ก็ตอบไปว่า จะทำ Literature ให้เสร็จอาทิตย์นี้ ต่อด้วย Methodology อาทิตย์หน้า (แถมคิดในใจต่อว่า questionaire ภายในวันที่ 27 june) แต่เฮียแกท่าทางจะเง็งอีกรอบว่าทำไมไอนี่ฟิตเหลือเกิน เจรงๆก้อไม่ใช่อะไร เพราะปลายเดือนนี้ถึงต้นเืดือนหน้าจะไปเที่ยว 7 วัน แล้วยังปลายเดือน july นังคุณเพื่อนกีฟจะมาหาอีก 10 วัน ช่วงนั้นไม่ได้ทำไรนอกจากพาเพื่อนเที่ยวแน่นอน สรุป ถ้าไม่รีบปั่นตอนนี้ไม่มีทางทันแน่นอน

    แต่จากที่นั่งปั่นมา 3 วัน ก้อทำให้รุว่า เจรงๆการเขียนวันละ 1000 words ก้อทำได้นี่หว่า ถ้าเราตั้งใจจริงๆอะ (แต่ว่า่เจรงๆก้อแอบเหลวไหลเหมือนกันนะ แบบว่า นั่งอ่านนิยายกิ่งฉัตรจบไป 2 เล่มแล้ว หนุกเจรงๆ โชคดีที่ให้ตาหมูอ้วนส่งมาให้)

    สู้ตายไป หุหุ

    ~ P.a.N.g.i.E ~

    ps. - พรุ่งนี้ฝนตกด้วย เย้ๆ ถึงปกติจะไม่ชอบฝน แต่ตอนนี้ชักชอบแล้ว เพราะว่า ตอนนี้อากาศร้อนมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก นรกสุดๆ โชคร้ายห้องดันหันหน้าชนแดดพอดี ถึงจะปิดม่านแล้ว แต่ก้อนั่งตัวเกรียมอยู่ในห้องเนี่ยแหละ แบบว่า นึกถึงตอนที่มาปีที่แล้วเลย ถึงอุณหภูมิจะต่ำกว่าไทย แต่แดดแรงกว่ามากกกกกกกกกกกก ตอนนั้นตัวดำปี๋เรย สงสัยปีนี้ต้องดำกลับบ้านแน่ๆ ฮืออออ
    June 07

    ~ วันนี้ไปดู play มา ~

    วันนี้ไปดู The Sound of Music รอบบ่ายสองครึ่ง ถึงห้าครึ่งมา อลังการอีกแระคับ แต่ละคนเสียงพาวเวอร์จัดกันทั้งนั้น เห็นว่า นางเอกคนนี้เพิ่งผ่านการคัดเลือกมาด้วย อารมณ์เดียวกับ AF เลย คือ เอาเข้าบ้าน ไปประกวด คัดๆๆๆ จากนั้นก้อออกมาเป็นนางเอก the sound of music ซะเลย เออ มิน่าเริ่ดเจรงๆ

    แต่ที่น่ารักก้อคือ พวกลูกๆ 7 คน โดยเฉพาะน้องเล็กสุด น่ารักดี เหมือนในหนังที่ดูตอนเด็กๆเลยอะ สรุป ผ่าน!!

    พอดูเสร็จ จากที่ลงความเห็นกันว่า วันนี้จะเข้าไปถ่ายรูปแนวๆกัน แต่สุดท้ายก้อไปลงเอยที่ oxford street กะ carnaby street (เออเพิ่งรุพวกนี้มีเวปด้วย http://www.oxfordstreet.co.uk/ กะุ http://www.carnaby.co.uk/ เผื่อใครอยากเห็น) วันนี้อยากได้กางเกงกะกระโปรง แต่สุดท้าย ได้เสื้อมาซะงั้น เซ็งจิต

    ก่อนไปเดิน ก้อโทรหาแจนเผื่อจามาเิดินด้วยกัน ปรากฎแจนปวดเข่า เพราะว่าเดินเยอะเกิน เลยบอกไปว่า อยู่ที่นี่ ต้องทำใจ จะให้เหมือนอยู่บ้านเรา ไม่ได้! อยู่นี่ต้องถึกๆเข้าไว้ เดินเยอะสุดๆในชีวิต เลยนึกถึงประสบการณ์วันแรกที่ขาแตะประเทศอังกฤษ โหหหหหหห เดินนรกแตก พี่ๆที่นี่พาทัวร์มหาลัย เมือง ร้านจีน แทบจะเป็นลมตาย เคยจับเวลา ครั้งแรกที่เดินมามหาลัย 40 นาที!!!! เดินเข้าไปได้ แทบจะร้องไห้กลับบ้าน แต่ตอนหลังพอไม่หลงทาง ก้อเหลือเวลาแค่ 30 นาที ต่อมาพอจบคอร์สภาษา ก้อย้ายมาหอใกล้ คราวนี้ดีหน่อย เดินแป๊บๆ 5 นาทีก้อรั้วมหาลัยแระ ค่อยยังชัวร์

    ผลที่ตามมาจากเดินเยอะๆก้อคือ ขาโต!! ทุกคนเป็นเหมือนกันหมด คือ ขาปูดมากๆ เป็นท่อนไรกันก้อไม่รุ แต่ช่างมัน กลับไปเด๋วก้อคงเล็กเหมือนเดิม (หวังว่านะ)

    อยู่นี่มาจะครบปี เท้าไม่เคยสัมผัสส้นสูงมานานมาก ใส่แต่ส้นเตี้ยตลอดเลยอะ มีวันนึงไปถอยส้นเตารีดมา ขนาดเตี้ยๆ เดินเข้าไปในเมืองแค่สิบนาที ขาเจ็บเรย เพราะถนนที่นี่มันไม่ได้เรียบๆเหมือนบ้านเรา สรุป เรยหมดหวังกะส้นสูงไปแระ

    วันนี้เช็คเมล คุณซุป (supervisor) สุดหล่อ เมลมานัดเจอเรื่อง dissertation วันจันทร์หน้า กำแร้วเส่ะ ยังไม่ได้เริ่มอะไรซักอย่าง แถมดันมาบอกงานเพิ่มอีกว่า ให้ทำ proposal ไปส่งใหม่อีกด้วย research questions ตรูยังมั่วๆอยู่เลย แร้วยังจะต้องปั่น literature review ไปให้ดูอีก (part นี้ทั้งหมด 5,000 - 6,000 words หง่ะ เท่ากับ assignment ปกติเกือบ 2 เล่มเลยนะนั่น แล้วจาเขียนไปให้ดูทันมั้ยเนี่ย ถามว่าาา?!?!)

    วันนี้คุยกันว่า จะกลับบ้านกันเรยมั้ย ไม่ต้องเอาแร้วไอ master's degree เนี่ย เอาแค่ diploma ก้อพอมะ (คืออยู่นี่ เรียน 1 เทอม ได้ certificate, 2 เทอม ได้ diploma แต่ถ้าทั้งปี 3 เทอม ทำ dissertation ส่งแล้วผ่านก้อจะได้ปริญญาโท) แต่ว่า ใครจะกล้ากลับหล่ะ เด๋วที่บ้านงง ไหนว่ามาเรียนโท ไมกลับไปได้แค่ diploma หว่าาาา

    ไปดีก่า ไร้สาระอีกแร้ววันนี้ เฮ่อออ

    ~ P.a.N.g.i.E ~

    ps. - วันนี้เจอโอ๊ค พานทองแท้ ด้วย ตัวจริง ตัวเล็กจังนิ ได้ข่าวว่าเลิกกะหยาดแล้วนี่นา
    June 05

    ~ ดีใจจังเด๋วนังกีฟจามา ~

    เมื่อวันก่อนไอกีฟโทรมาหา บอกว่า ไว้เด๋วไม่ปลายเดือนหน้า ก้อ ต้นเดือน august จะมาเยี่ยม เออ ดีแฮะ เลยบอกไปว่า เด๋วพาทัวร์ที่นี่ละกัน แบบว่า ยังอีกหลายเมืองที่ไม่เคยได้ไปซะที ไม่ว่าจะเป็น Manchester หรือว่า Liverpool จะได้ไปซื้อผ้าพันคอซะที ไม่งั้นถ้าไม่ได้ซื้อกลับไป พี่ปอนด์ได้เฉ่งเอาแน่นอน

    แต่ก่อนหน้านั้น คงเครียดกับ dissertation แน่นอน ตามแพลนแล้วก่อนไปเที่ยวปลายเดือนนี้ต้องทำให้เสร็จครึ่งเล่ม จะทันมั้ยเนี่ย ยังไม่ได้เริ่ม literature review เรย เฮ่อ ฉานนนน

    วันนี้ด้วยความเซ็ง ไม่มีหนมกินมาหลายวันแล้ว สุดท้ายเลยไป Morrisons กับปิ่น ซื้อแต่ขนม ช็อกโกแล็ต cadbury sensations ตู้มๆ สุดท้ายหมดกันไปสามสิบก่าปอนด์ เอิ๊ก กินหนมกันเก่งเจรงๆเนอะ

    ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีหนมกินกันก้อเพราะว่า ทุกคนต้องการผอม! 555 เพราะเด๋วปลายเดือนไปเที่ยวแล้วหน้าบาน เลยเกิดอาการอยากผอมขึ้นมาแบบเร่งด่วน แต่สุดท้าย ถึงวันที่ผ่านมาจะไม่มีหนมตุนไว้เลย แต่สุดท้ายก้อหาทางไปซื้อคุ๊กกี้ subways หรือนั่งทำชานมไข่มุก กินกันเอง อืม สุดท้ายพวกเราจาผอมกันเป่าหว่า

    วันนี้คุยกะที่บ้านแล้ว สรุปได้ความว่า มากันไม่ได้! แง๊ เศร้าๆๆๆๆ ไมต้องมีงานเข้ามาช่วงนั้นด้วยเนี่ย เซ็งเรย แต่ไม่เป็นไร ไว้รอตอนรับปริญญาก้อได้ฟระ แต่ไม่รุถึงตอนนั้นเจรงๆจะได้มารับรึเปล่าเนี่ยสิ ถ้าทำงานแล้วก้อคงอด! T-T

    แต่ไม่เป็นไร ทริปที่คิดจาไป เด๋วลากตาหมูอ้วนไปแทนก้อได้ หวังว่าคราวนี้จามีรูปกันเยอะๆซะที แบบว่า ทำไมแฟนฉานไม่ชอบถ่ายรูปเนี่ย คราวที่แล้วเรยมีแต่รูปเราเดี่ยวล้วนๆ เง้ออออ

    ~ P.a.N.g.i.E ~
    June 01

    ~ เมื่อวานไปทำวีซ่ามา ~

    เมื่อวาน นัดไปทำวีซ่าที่กงศุลฝรั่งเศสตอนรอบ 8:30 am ส่วนคนอื่นๆ มีกิ๊ฟ ทำตอนรอบ 10 am แล้วก้อตั๊กทำตอน 11:30 am ปรากฎ ต้องนั่งรถโค็ชเข้า london แทนรถไฟ เพราะรถไฟถ้าไปรอบเช้าราคาแพงนรกมาก 33 ปอนด์ แค่ขาไปขาเดียว จากปกติ ถ้าจองหลัง 10 โมงจะแค่ไม่ถึง 10 ปอนด์ เลยตกลงใจนั่งโค็ชก้อโค็ช

    สรุปเรยต้องนั่งรอบตีีสี่ครึ่ง โห แทบตาย ตื่นตอนตีสามครึ่ง คืนก่อนหน้านั้นก้อนอนไม่ค่อยหลับ เพราะต้องนอนเร็ว เลยไม่ใช่เวลานอนปกติ พอไปนั่งรถโค็ช พยายามนอนให้หลับ แต่ก้อไม่สำเร็จ เป็นการนั่งที่ทรมานเหมือนเดิม (ก่ือนหน้านี้ตอนไปทำวีซ่าคราวก่อนก้อต้องนั่งไปเหมือนกัน เพราะเช้าเำกิน) จากปกตินั่งรถไฟแค่ชั่วโมงสิบห้านาที กลายเป็นสามชั่วโมงรถโค็ชแทน ยังดีที่มาหลับตอนชั่วโมงสุดท้ายที่ถึง ไม่งั้นมีหวังลงมาอ้วกแน่นอน

    ไปถึงปุ๊บก้อนั่ง tube ไป south kensington ลงมา เดินไปสถานทูต ถึงตอนเจ็ดโมงครึ่ง มันเปิดให้เข้าแปดครึ่งแต่แถวนี่ยาวไปสุดถนนเลย เอาเข้าไป คนที่นี่ฟิตมากันแต่เช้าเจรงๆ พอถึงเวลา กิ๊ฟกะตั๊กต้องไปรอที่อื่นเพราะยังเข้าไม่ได้ เ้ข้าไปกว่าจะทำเสร็จได้วีซ่า ก้อตอน 11 โมง ดีหน่อยที่ได้มา 2 เดือน แต่เสียดายหลังจากไปเที่ยวรอบนี้คงไม่ได้ไปแร้ว เพราะต้องจริงจังกะไอ dissertation ซะที เฮ่ออออ

    แต่พอคนอื่นๆเข้ามาทำ กลายเป็นว่า ทำนานมากกกก เจ้าหน้าที่เป็นไรกันไม่รุ มี 8 เค้าน์เตอร์ แต่เปิดมากสุดแค่ 4 แถมไม่รุจะพักอะไรกันนักหนา บางทีปิดทุกเคาร์เตอร์เรย คนที่คอยก้อนั่งคอยอยู่นั่นแหละ ทำไมไม่รุจักสลับกันพักก้้อไม่รุแฮะ มีทั้งพักตอนเช้า จิบน้ำชา พักเที่ยง จิบน้ำชาตอนบ่ายอีก เอากันเข้าไป มิน่าเค้าถึงบอกว่าคนฝรั่งเศสขี้เกียจ ท่าจะจริง

    กว่าจะได้วีซ่าครบทุกคน โน่น 4 โมงเย็น นั่งหิวข้าวมาเป็นชาิติ ดีหน่อยที่กิ๊ฟพกโรลมาเพียบเรยกินแก้หิวไปได้หน่อย พอออกมาปุ๊บ โทรหาแจน บอกว่าขอไปกินข้าวก่อนนะ ไม่ไหวแล้ว ชวนไปกินด้วยกัน แต่สงสัยแจนอยากเดินดูของ ก้อเรยรีบๆไปกินเป็ดโฟกันแร้วค่อยไปหาแจน

    อยู่นี่มาเป็นชาติ เพิ่งเคยได้กินเป็ดโฟก็คราวนี้แหละ (four seasons อยู่ที่ baywater) คะน้าน้ำมันหอย กะปลาผัดกระเทียมพริกไทย อร่อยมากถึงมากที่สุด ไม่รุเพราะหิวรึเปล่า แต่กินเป็ดแล้วเลี่ยนๆแฮะ สงสัยดันสั่งมากินกันทั้งตัวมั้ง สุดท้ายก้อกินกันไม่หมดอยู่ดี เหอๆ

    รีบทำเวลา จากนั้นก้อไป oxford steet ต่อ ไปเจอแจนแล้วก้อเดินช๊อปกัน แต่พอทุ่มก่าๆแจนก้อขอกลับไปก่อนเพราะง่วงมาก เจทแล็กยังไม่หาย แต่ไม่เป็นไร เด๋วพุธหน้านัดเจอกันใหม่ เพราะเด๋วจะเข้าไปดู play - the sound of music อิอิ อยากดูมานานแร้ว

    ~ P.a.N.g.i.E ~
    May 30

    ~ ทำไมช่วงนี้มีแต่คนทะเลาะกันน้า ~

    ช่วงนี้ คนที่นี่ ทะเลาะกับแฟนกันแทบทุกคู่เลยแฮะ เป็นเพราะระยะทางที่ไกลกันรึเปล่านะ?

    มองไปทางไหน ก้อมีแต่คนไม่เข้าใจกัน อาจเป็นเพราะว่า ระยะทางที่ไกลกันทำให้คนเริ่มหวาดระแวงกันรึเปล่าเนี่ย?

    เหมือนกับว่าระยะทางที่ห่างไกล มาพร้อมกันบททดสอบความรักของแต่ละคู่ ว่าจะเชื่อใจกัน ไว้วางใจกัน และมั่นคงต่อกันขนาดไหน

    บางคู่ (หลายๆคู่) บอกแฟนตัวเองไม่ได้เลยว่า อยู่ที่นี่มีเพศตรงข้ามกี่คน บางทีเพศตรงข้ามที่มีอยู่ ก้อจะไร้ตัวตนไปซะงั้น บางคนกลายเป็นตุ๊ดเป็นเกย์ไปเลยก้อมี เหตุผลที่บอกไม่ได้ ก็เพราะว่า แฟนขี้หึงมาก บอกไป มีเรื่องทะเลาะแน่นอน

    บางคู่ (ก้อหลายๆคู่อีกนั่นแหละ) เวลาไปเที่ยวไหน บอกไม่ได้ว่ามีเพศตรงข้ามไปด้วย ถ้าจะบอกว่ามีเพศตรงข้ามไปด้วยก้อจะกลายเป็นไป field trip แทนซะงั้น อืม เอาเข้าไป

    แต่จะให้บอกความจริงไปเลย ก้อต้องชั่งน้ำหนักกันให้ดีๆ บางทีบอกไปก้อทะเลาะกัน จะไม่บอก มันก้อดูเหมือนไม่จริงใจรึเปล่า ถ้าแฟนรู้ ฝ่ายนั้นจะรู้สึกยังไง อืมมมมมม เรื่องความรักนี่มันละเอียดอ่อนจังแฮะ

    จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว เหมือนเราจะเป็นที่ปรึกษาให้ไม่ค่อยได้เลยแฮะ ก้อส่วนตัวแล้วบอกหมดทุกอย่าง ไม่เห็นตาหมูอ้วนจะว่าอะไรมั่งเลย บางทียังอยากให้งอนมั่งเลยอ่ะ ประมาณอยากได้อารมณ์แบบพวกแฟนเพื่อนๆมั่ง แต่จะว่าไป เป็นอย่างงี้ก้อดีที่สุดแล้วแหละเนอะ

    ~ P.a.N.g.i.E ~
    May 26

    ~ สอบเสร็จแล้ว เย้้้ๆ ~

    ในที่สุด ก้อสอบเสร็จซะที เหมือนหลุดพ้นจากช่วงเวลานรก กับการที่ต้องนั่งท่องโ่น่นท่องนี่ แต่ว่าจริงๆ ก้อไม่ค่อยได้ท่องอะไรเท่าไหร่หรอก เพราะกลัวจะเซ็งเหมือนสอบตัวแรก อ่านพอเข้าใจก้อจบ

    พอวันนี้ตอนเช้า ปิ่นบอกว่าท้องเสียเข้าห้องน้ำไป 3 รอบ โทรหาตั๊ก ก้อบอกว่าท้องเสีย เข้าไป 4 รอบแล้ว เออ เอากันเข้าไป สอบตัวก่อนหน้านี้ ก้อเข้ากันคนละ 5 รอบ ฟังแล้วเหนื่อยแทนเลยแฮะ ท่าทางจะเครียดจัดกันทุกคนเจรงๆ

    พอถึงเวลาเข้าสอบ อ่านโจทย์ปุ๊บ โอ้วว ได้เวลาบรรเลงความมั่วอีกแล้วเหรอเนี่ย section 1 มี 3 ข้อ ให้เลือกทำ 1 ข้อ อันนี้เป็นของเก่าที่เรียนเทอมที่แล้วทั้งหมด ส่วน section 2 มี 5 ข้อ ให้เลือกทำ 2 ข้อ อันนี้เป็นของที่เรียนเทอมนี้ พออ่านโจทย์เลือกเสร็จปุ๊บ รีบปั่นๆๆๆๆ เพราะทำได้แค่ข้อละ 40 นาที ปั่นข้อแรกเสร็จแบบมั่วๆ ก้อไปปั่นข้อที่ 2 ต่อ แต่ข้อสองเนี่ยดิ เขียนเยอะเกิน ดันเขียนไปหน้าครึ่ง เลยเกินเวลา เหลือเวลา ข้อ 3 แค่ครึ่งชั่วโมง สุดท้าย ข้อนี้เลยไม่ได้เขี่ยน outline เลย บรรเลงมั่วซั่ว ด้วยความลน คิดไอ quotation ออก แต่ไอคนที่มันพูดเนี่ยดิ ใครพูดหว่า สุดท้าย เลยบอกไปแค่ว่า มีคนนึงกล่าวไว้อย่างงี้แทน ตอนจารย์ตรวจคงงงว่า แล้วไอคนนั้นมันใครฟระ ไม่ยอมบอกทั้งชื่อคนคิดแล้วก้อปีด้วยอะ

    ตอนนั่งเีขียนนี่ก้อปั่นสุดฤทธิ์เจรงๆ เขียนจนปวดมือไปหมด เขียนๆอยู่ต้องคอยสะบัดๆมือ จนไอที่เขียนตอนท้ายๆลายมือเริ่มเละ ยิ่งเขียนยิ่งตัวเล็กลงๆ เออ จารย์คงอ่านแล้วปวดตาอะ ปรากฎตอนเหลืออีก 5 นาที ไอตรง body ยังเขียนไม่จบเลย ต้องรีบปั่นๆ เขียนยัดๆเข้าไปแร้วถึงเขียนสรุป conclusion ได้ตอนที่เค้าบอกหมดเวลาพอดี แทบตายยยย

    พอสอบเสร็จ (พ่อ) Costas ก้อให้รวมตัวถ่ายรูปกัน อารมณ์เหมือนเรีัยนจบโทซะที เฮ่อออ แต่เจรงๆก้อยังเหลือทำ dissertation อีก เทอมนี้ต้องตายแน่ๆๆๆๆๆๆ แค่คิดก้อแอบหนาว dissertation ต้องเขียนตั้ง 15000 คำ ตายพอดี แถมคราวนี้คงให้หา proof reader มาตรวจอีก 1000 ละ 10 ปอนด์ แอบเสียดายตังค์แฮะ แต่ทำไงได้ รุสึกภาษายังโง่ๆอยู่เรย ก่อนหน้านี้เวลาเขียน assignment ทีก้อส่งไปให้นังนุกแก้ให้ทุกที ยกเว้นล่าสุด มานกลับไปอยู่ไทยแระ ดันง่ายยุ่ง เรยต้องนั่ง proof เองซะเลย มั่วซะไม่มี เฮ่อออออ

    เปลี่ยนเรื่องดีก่า มัวแต่บ่นเรื่องสอบ ... อาทิตย์หน้า เด๋วแจนก้อมาจาลอนดอนแล้ว คงได้เจอกัน เพราะว่าวันพฤหัส ต้องเข้าไปทำวีซ่าที่สถานทูตฝรั่งเศส แบบว่า แพลนไปเที่ยว เย้ๆๆ ฝรั่งเศส อิตาลี ชอง เซลิเซ่ โอ้วววว อยากไปๆ ช่วงนี้กิ๊ฟก้อบ่นทุกวันว่าอยากให้ถึงเร็วๆๆๆ เออไอนี่อาการหนักอยากช๊อปปิ้ง สรุปทริปนี้ก้อยืนพื้นกัน 4 คน มีกิ๊ฟ ตั๊ก แล้วก็ Sonia อีกคน นังตั๊กมาบ่นว่า สรุปจาเป็นทริปพูดอังกฤษกันใช่มั้ย ก้อบอกเออเส่ะ จาได้พัฒนาภาษากันซะมั่ง อยู่นี่ยังงูๆปลาๆกันอยู่เรย พูดไทยกันเยอะเกิน

    ไปแระ

    ~ P.a.N.g.i.E ~